
รัฐกระตุ้นไทยลงทุนพม่า
มีโอกาสเจอขุมทรัพย์ที่สมบูรณ์คลังชี้เปิดประเทศเงินทะลักแน่
มีโอกาสเจอขุมทรัพย์ที่สมบูรณ์คลังชี้เปิดประเทศเงินทะลักแน่
คลังกระตุกนักลงทุนไทยสนใจขุมทรัพย์พม่า นักวิชาการชี้ยังมีทรัพยากรสมบูรณ์ เหมาะลงทุน
นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิจัยเศรษฐกิจและการคลัง (สวค.) เปิดเผยว่า หลังจากที่พม่าเริ่มมีการเปิดประเทศอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2553 ส่งผลให้แนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศเริ่มมีเพิ่มมากขึ้น โดยแนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของประเทศพม่า ในช่วงปี 2554 อยู่ที่ 4.04 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากประเทศจีน ไทย ฮ่องกง เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในกลุ่มประเทศตะวันตก เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ
นายคณิศ กล่าวว่า ทรัพยากรในประเทศพม่าที่ยังอยู่ในระดับสมบูรณ์ ที่ถือเป็นปัจจัยดึงดูดความสนใจของนักลงทุนต่างชาติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนักลงทุนจากไทยที่มีหลายบริษัทเดินทางเข้าไปลงทุนทำธุรกิจ เช่น บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เข้าไปทำธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับไก่ ขณะที่ธุรกิจโรงแรมก็มีการลงทุนจากประเทศไทยจากเครือใบหยก และเครือธนาคารกรุงเทพ ที่ทำธุรกิจปูนซีเมนต์ หลังจากที่พม่าเริ่มมีการเปิดประเทศแล้ว เชื่อว่าความพยายามในการพัฒนาการลงทุนน่าจะทำได้ง่ายขึ้น
ด้านนายณัฐสิทธิ เธียรประสิทธิ์ นักวิจัยอาวุโส สวค. เปิดเผยว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลพม่าราว 4.04 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐนั้น เป็นโครงการที่มีการลงทุนจริงอยู่ในหลักพันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
ธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาตินิยมเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าในช่วงปี 2554 ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน คิดเป็นวงเงินลงทุนราว 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และธุรกิจน้ำมัน ก๊าซ คิดเป็นวงเงินลงทุนราว 1.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ธุรกิจเหมืองแร่ วงเงินลงทุน 2,794 ล้านเหรียญสหรัฐ ธุรกิจการผลิต วงเงินลงทุน 1,754 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ วงเงินลงทุนยังอยู่ในระดับ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนธุรกิจเกษตร ประมง และธุรกิจคมนาคมขนส่งเงินลงทุนอยู่ในระดับต่ำมากแค่ 300-400 ล้านเหรียญสหรัฐ
“ประเด็นที่ยังเป็นปัจจัยท้าทายสำหรับนักลงทุนที่ยังสนใจเข้าไปลงทุนในประเทศพม่านั้นในระยะสั้น ได้แก่ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่พม่าเตรียมจ้างที่ปรึกษาจากไอเอ็มเอฟเข้ามาดำเนินการ ซึ่งน่าจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ในระยะยาวปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมือง ระบบโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐาน” นักวิชาการจาก สวค. ระบุ







