posttoday
ถึงเวลา…ประกันภัยต้องเปลี่ยนสู่ยุคออนไลน์

ถึงเวลา…ประกันภัยต้องเปลี่ยนสู่ยุคออนไลน์

07 กุมภาพันธ์ 2555

"ธุรกิจประกันภัยไทยตื่นทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายออนไลน์เพิ่มช่องทางจำหน่ายกรมธรรม์"

"ธุรกิจประกันภัยไทยตื่นทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายออนไลน์เพิ่มช่องทางจำหน่ายกรมธรรม์"

โดย.......วารุณี อินวันนา

ในโลกของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบการทุกภาคอุตสาหกรรม รวมถึงธุรกิจประกันภัยต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานใหม่ เพื่อความอยู่รอดและเติบโตอย่างมั่นคง มิเช่นนั้น อาจต้องเผชิญชะตาเดียวกันกับบริษัทโกดักส์ บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้บุกเบิกการถ่ายภาพที่ใช้ฟิลม์ที่ยื่นล้มละลายและขอให้รัฐเข้ามาพิทักษ์ทรัพย์ หลังจากทำธุรกิจนี้มา กว่า130 ปี เพราะปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทอลช้าไป

 

ถึงเวลา…ประกันภัยต้องเปลี่ยนสู่ยุคออนไลน์ ภาพประกอบข่าว

ธุรกิจประกันภัยของไทย เริ่มศึกษาและรับรู้ว่าการทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายออนไลน์ จะเป็นการเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัย และช่วยประหยัดเวลา ในการดำเนินการต่างๆ ให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการปรับการทำงานจากมือเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้นทุกวัน  

สมาคมประกันวินาศภัย ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาข้อมูลช่วยเหลือบริษัทสมาชิก โดยคณะกรรมการประกันภัยทางทะเลและโลจิสติกส์ จึงได้จัดการสัมมนาหัวข้อ "CEO Forum: Enhance the future growth with Innovative Technology"

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกันภัยได้รับทราบและเพื่อเป็นทางเลือกในการใช้บริการด้าน e-Business ซึ่งมีรูปแบบของบริการที่หลากหลาย โดยเฉพาะการชำระค่าภาษีอากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Customs Payment) ในระบบการนำเข้า (e-Import) และระบบการส่งออก (e-Export) บริการธุรกรรมด้านการเงิน (e-Payment), e-Logistics กับการประกันภัยสินค้าทางทะเล ด้วยระบบ e-Insurance Portal Hub กี่เดช อนันต์ศิริประภา ประธานคณะกรรมการประกันภัยทางทะเลและโลจิสติกส์(มารีน) สมาคมประกันวินาศภัย ให้มุมมองว่า  การใช้ระบบออนไลน์เข้ามาช่วยในการซื้อ-ขาย และ ออกกรมธรรม์ จะทำให้ลดต้นทุนในการออกกรมธรรม์ได้ประมาณ 30-40% ซึ่งปัจจุบันมี 2-3 บริษัทแล้วที่หันมารับประกันทางทะเลแบบใช้ระบบออนไลน์

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันกับบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ที่มีประมาณ 10 บริษัท ครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกัน 56% ของเบี้ยรับรวม 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งนับวันบริษัทขนาดใหญ่จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงเวลาที่บริษัทขนาดกลางและเล็ก  ต้องปรับทัศนคติในการทำธุรกิจใหม่ หันมาใช้ระบบออนไลน์ ให้ลูกค้ากรอกข้อมูลแล้วส่งไปยังระบบของคนกลาง เชื่อมไปยังบริษัทประกันภัย เมื่ออนุมัติแล้ว ข้อมูลจะถูกส่งกลับไปยังลูกค้าสามารถพิมพ์กรมธรรม์ได้ทันที

จากเดิมบริษัทประกันภัยจะทำงานด้วยมือ ลูกค้าที่จะต้องการส่งออก จะขอทำประกันภัยต้องกรอกเอกสาร แล้วว่าจ้างหน่วยงานภายนอกจัดส่งเอกสารไปที่บริษัทประกันภัย หรือ แฟกซ์มาที่บริษัท ต้องทำการบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ แล้วออกกรมธรรม์ จากนั้นจ้างบริษัทภายนอกจัดส่งกรมธรรม์ไปให้ลูกค้า

“ปัจจุบัน ต้นทุนการออกกรมธรรม์ประกันมารีนสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 1,000 บาทต่อฉบับ เป็น 2,000 บาทต่อฉบับ สูงกว่าเบี้ยประกันภัยขั้นต่ำที่ขาย 500 บาทต่อกรมธรรม์ และใช้เวลานานในการออกกรมธรรม์”กี่เดช กล่าว

กี่เดช อธิบายว่า นับจากนี้เป็นต้นไป บริษัทประกันภัยมีต้นทุนอื่นๆ  เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบด้วย ต้นทุนของการดำรงเงินกองทุนตามประเภทความเสี่ยง หรือ RBC ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) บังคับใช้ปลายปี 2554 ที่ผ่านมา 125% แต่ผลจากการที่เผชิญกับน้ำท่วมหนัก ทำให้คปภ.มีการผ่อนผัน ไม่ต้องนำค่าสินไหมทดแทนมาตั้งสำรองเต็ม 100% แต่ในปี 2556 กฎหมายให้เพิ่ม RBC เป็น 140% และ ต้องแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน จึงต้องพยายามลดต้นทุนที่สามารถควบคุมได้ เพื่อจะได้ไม่กระทบกับเงินกองทุน

สำหรับ ภาพรวมของตลาดประกันภัยทางทะเลในปี 2555 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10%-15% ซึ่งเป็นผลมาจากยอดการส่งออกของไทยลดลง โดยเฉพาะไตรมาส 1 ยอดการส่งออกตก 20% จากการที่โรงงานต่างๆ ถูกน้ำท่วม ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ และ หลายโรงงานเครื่องจักรยังจมน้ำ คาดว่าจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

ขณะที่ ครึ่งปีหลังยังมีความกังวลเรื่องภาวะเศรษฐกิจของยุโรปชะลอตัว ซึ่งรอดูว่าจะมีผลกระทบต่อการสั่งซื้อสินค้าจากไทยหรือไม่ สำหรับการประกันภัยมารีน จะต้องเกี่ยวข้องกับกรมศุลกากร เพราะผู้นำเข้าและส่งออก ต้องนำกรมธรรม์ประกอบการยื่นไปที่กรมศุลกากร ซึ่งมีแผนที่จะให้บริการระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศเกี่ยวกับการรับ-ส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างบุคคลภายนอก  ขณะนี้ ทางกรมศุลกากร ได้แต่งตั้ง 3 บริษัทในการให้บริการ คือ บริษัทกสท. บริษัทเทรดสยาม และ บริษัทเน็ทเบย์ โดยเน็ทเบย์ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 60% ของผู้นำเข้าส่งออกทั้งหมด

พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเน็ทเบย์ กล่าวว่า ต้นทุนของโลจิสติกส์ประเทศไทยสูงที่สุดในเอเชีย คิดเป็น 19.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ จีดีพี กว่า 10 ล้านล้านบาท แยกเป็นต้นทุนการขนส่ง 10% การรักษาสินค้า 7% และ การบริหารจัดการ 2% ซึ่งการออกกรมธรรม์นำเข้าและส่งออกมีประมาณ 40 ล้านฉบับต่อเดือน ต้นทุนในการขนส่งประมาณ 10% ก็เป็นเงินถึง 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ สหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น มีต้นทุนด้านโลจีสติกส์ 7%-11%ของจีดีพี จีน ประมาณ 20% และอินเดีย 13% 

“เร็วๆ นี้ กรมศุลกากร จะมีการนำส่งเอกสารการนำเข้าส่งออกทางออนไลน์ บริษัทประกันภัยจะต้องเตรียมรับมือกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งบริษัทเป็นตัวกลางในการรับข้อมูลจากผู้ที่ต้องการนำเข้าและส่งออก จัดส่งให้บริษัทประกันภัย ทำให้ลดต้นทุนด้านกระดาษ ขั้นตอนการทำงาน และลดการทำงานของคน”พิชิต กล่าว

ปัจจุบัน บริษัทที่ใช้บริการระบบข้อมูลและสารสนเทศของบริษัทเน็ทเบย์ ประกอบด้วย บริษัททิพยประกันภัย บริษัทเมืองไทยประกันภัยแหล่งข่าวจาก บริษัทเมืองไทยประกันภัย กล่าวว่า บริษัทเริ่มใช้ระบบออนไลน์ของบริษัทเน็ทเบย์มาได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว ทำให้ลดขั้นตอนการทำงาน เพราะต้องการใช้เวลาไปกับการขยายฐานลูกค้า และในอนาคตจะมีการนำพนักงานในส่วนดังกล่าวไปกับการทำตลาด โดยปี 2555 นี้ บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยมารีนไว้ 150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10%-15%

ทั้งนี้ การรับรู้ว่า ยุคออนไลน์ กำลังจะเข้ามาแทนที่การทำงานด้วยมือ และรับรู้ว่าเป็นช่องทางที่จะลดต้นทุนการทำงาน แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือการนำไปใช้จริง เพราะที่ผ่านมาธุรกิจประกันภัย ยังไม่มีบริษัทใดที่ออกมาประกาศว่าประสบความสำเร็จจากการซื้อ-ขาย และ ออกกรมธรรม์ผ่านออนไลน์
 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69