
การประมูลใบอนุญาต 3g
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
โดย..รุจิระ บุญนาค
ที่เพิ่งผ่านกระบวนการสรรหาและได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจำนวน 11 คน ให้ทำหน้าที่นั้น มีงานสำคัญที่รอการสะสางและดำเนินการอยู่จำนวนมาก งานสำคัญที่ถือเป็น “งานช้าง” อันหนึ่งของคณะกรรมการ กสทช. ชุดนี้ก็คือ การจัดประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G
อันที่จริงการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เกือบจะได้เกิดขึ้นจริง ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ซึ่งในขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่แทน กสทช. ที่ยังแต่งตั้งไม่แล้วเสร็จ แต่ต้องถูกล้มเลิกไปเสียก่อน เนื่องจากศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว โดยระงับการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของ กทช. จากการฟ้องคดีของการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) เมื่อเดือน ก.ย. 2553 ในประเด็นว่า กทช.ขณะนั้นไม่มีอำนาจจัดประมูล
การประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ที่ถูกระงับไป ทำให้ความหวังของคนไทยส่วนใหญ่ที่อยากเห็นการให้บริการระบบ 3G ที่แท้จริง (คลื่นความถี่ 2.1 GHz) เกิดขึ้นในประเทศไทยต้องดับวูบลงไป ในขณะที่แนวโน้มการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย นอกจากปริมาณผู้ใช้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว พฤติกรรมในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนไปจากที่เคยใช้เพียงการสนทนาด้วยเสียง มาเป็นการรับส่งข้อมูล โดยที่ปริมาณข้อมูลที่รับส่งก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มหรือมีขนาดข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น เช่น ไฟล์เอกสาร เพลง หรือภาพยนตร์ จนมีผู้เปรียบเทียบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ตโฟนว่าเป็นเหมือนสำนักงานเคลื่อนที่หรือโทรทัศน์เคลื่อนที่นั่นเอง
แม้การประมูลระบบ 3G โดย กทช.จะถูกระงับไป แต่ผู้ให้บริการ (Operator) รายต่างๆ ก็ได้พยายามที่จะพัฒนาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G โดยทำบนคลื่นความถี่เดิมที่ตนเองได้รับอนุญาต เช่น 850 KHz หรือ 900 KHz จนเมื่อมีการสรรหาและโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กสทช. ประเด็นการเปิดประมูลการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G จึงกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเป็นงานเร่งด่วนของ กสทช.ชุดแรก ที่ต้องดำเนินการให้ทันกับความต้องการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ที่เพิ่มขึ้นของคนไทย เพราะหากยิ่งช้าออกไป จะทำให้ประเทศไทยต้องเสียโอกาส และไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า เวียดนาม กัมพูชา ที่มีการใช้ระบบ 3G มาระยะหนึ่งแล้ว
การประมูลเป็นรูปแบบหนึ่งในการหาผู้เข้ามาเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ซึ่งผู้ที่ประมูลได้ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่รัฐ แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ในปัจจุบันที่มีผู้ให้บริการหลักในระบบ 3G อยู่แล้วถึง 3 ราย จึงมีคำถามตามมาว่า การหาผู้ให้บริการระบบ 3G ของ กสทช. โดยวิธีการประมูลจะยังเป็นคำตอบสุดท้ายหรือไม่
ในความเป็นจริงผู้ให้บริการระบบ 3G ที่มีอยู่ทั้งสามราย ต่างสามารถพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของตนเองได้ อีกทั้งการที่มีผู้ให้บริการหลายรายย่อมเป็นการสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะใช้บริการของรายใด
โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า การประมูลเป็นวิธีการคัดเลือกหรือหาผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ให้บริการที่เป็นธรรม นอกจากนี้รัฐยังได้ประโยชน์เป็นเงินที่ผู้ชนะการประมูลจ่ายให้อีกด้วย แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเงินที่ผู้ชนะการประมูลจ่ายให้รัฐนั้น ในท้ายที่สุด ผู้ชนะการประมูลจะผลักภาระดังกล่าวไปให้แก่ผู้ใช้บริการนั่นเอง จึงเท่ากับว่าในความเป็นจริง ประชาชนหรือผู้ใช้บริการคือผู้ที่จ่ายค่าสัมปทานแก่รัฐ
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 47 ได้กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นสิ่งที่แสดงว่ารัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับคลื่นความถี่ในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
หากใช้วิธีการประมูลดังกล่าว กลุ่มทุนต่างชาติที่มีเม็ดเงินมหาศาลจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบมากที่สุด และในที่สุดแล้วทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะอาจจะไม่ได้รับการบริหารจัดการโดยคนไทยอีกต่อไป
กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลและเป็นผู้กำหนดรูปแบบการให้บริการระบบ 3G จึงไม่ควรกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตมาจากการประมูลเท่านั้น แต่ควรมองหารูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น การอนุญาตให้ผู้ให้บริการเดิมที่แข่งขันกันอยู่แล้วสามารถให้บริการในระบบ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ได้ และส่งเสริมให้ผู้ให้บริการเดิมพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการในระบบ 3G และทำการพิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่ผู้ให้บริการอย่างเป็นธรรม โดยอาจพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาของผู้ให้บริการ อีกทั้ง กสทช.ควรนำผลการศึกษาถึงบทเรียนของต่างประเทศที่ใช้วิธีการประมูลแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ มาใช้ในการพิจารณาตัดสินด้วยว่าสมควรใช้วิธีดังกล่าวในการจัดสรรคลื่นความถี่ของไทยหรือไม่ ไม่ควรคำนึงถึงเรื่องเงินที่จะได้รับจากการประมูลเพียงอย่างเดียว
กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่ควรคาดหวังเพียงรายได้จำนวนหนึ่งที่จะได้รับจากผู้ให้บริการที่ชนะการประมูล เพราะอย่างไรก็ตาม เงินที่บริษัทผู้ให้บริการได้จ่ายให้แก่รัฐจากการประมูลนั้นก็จะถูกผลักให้เป็นภาระตกแก่ประชาชนในท้ายที่สุดนั่นเอง







