posttoday
การประมูลใบอนุญาต 3g

การประมูลใบอนุญาต 3g

06 กุมภาพันธ์ 2555

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

โดย..รุจิระ บุญนาค

ที่เพิ่งผ่านกระบวนการสรรหาและได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจำนวน 11 คน ให้ทำหน้าที่นั้น มีงานสำคัญที่รอการสะสางและดำเนินการอยู่จำนวนมาก งานสำคัญที่ถือเป็น “งานช้าง” อันหนึ่งของคณะกรรมการ กสทช. ชุดนี้ก็คือ การจัดประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G

อันที่จริงการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G เกือบจะได้เกิดขึ้นจริง ภายใต้การดำเนินการของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ซึ่งในขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่แทน กสทช. ที่ยังแต่งตั้งไม่แล้วเสร็จ แต่ต้องถูกล้มเลิกไปเสียก่อน เนื่องจากศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว โดยระงับการประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของ กทช. จากการฟ้องคดีของการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) เมื่อเดือน ก.ย. 2553 ในประเด็นว่า กทช.ขณะนั้นไม่มีอำนาจจัดประมูล

การประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ที่ถูกระงับไป ทำให้ความหวังของคนไทยส่วนใหญ่ที่อยากเห็นการให้บริการระบบ 3G ที่แท้จริง (คลื่นความถี่ 2.1 GHz) เกิดขึ้นในประเทศไทยต้องดับวูบลงไป ในขณะที่แนวโน้มการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย นอกจากปริมาณผู้ใช้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว พฤติกรรมในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนไปจากที่เคยใช้เพียงการสนทนาด้วยเสียง มาเป็นการรับส่งข้อมูล โดยที่ปริมาณข้อมูลที่รับส่งก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มหรือมีขนาดข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น เช่น ไฟล์เอกสาร เพลง หรือภาพยนตร์ จนมีผู้เปรียบเทียบโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ตโฟนว่าเป็นเหมือนสำนักงานเคลื่อนที่หรือโทรทัศน์เคลื่อนที่นั่นเอง

แม้การประมูลระบบ 3G โดย กทช.จะถูกระงับไป แต่ผู้ให้บริการ (Operator) รายต่างๆ ก็ได้พยายามที่จะพัฒนาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G โดยทำบนคลื่นความถี่เดิมที่ตนเองได้รับอนุญาต เช่น 850 KHz หรือ 900 KHz จนเมื่อมีการสรรหาและโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กสทช. ประเด็นการเปิดประมูลการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G จึงกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเป็นงานเร่งด่วนของ กสทช.ชุดแรก ที่ต้องดำเนินการให้ทันกับความต้องการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ที่เพิ่มขึ้นของคนไทย เพราะหากยิ่งช้าออกไป จะทำให้ประเทศไทยต้องเสียโอกาส และไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า เวียดนาม กัมพูชา ที่มีการใช้ระบบ 3G มาระยะหนึ่งแล้ว

การประมูลเป็นรูปแบบหนึ่งในการหาผู้เข้ามาเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ซึ่งผู้ที่ประมูลได้ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่รัฐ แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ในปัจจุบันที่มีผู้ให้บริการหลักในระบบ 3G อยู่แล้วถึง 3 ราย จึงมีคำถามตามมาว่า การหาผู้ให้บริการระบบ 3G ของ กสทช. โดยวิธีการประมูลจะยังเป็นคำตอบสุดท้ายหรือไม่

ในความเป็นจริงผู้ให้บริการระบบ 3G ที่มีอยู่ทั้งสามราย ต่างสามารถพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของตนเองได้ อีกทั้งการที่มีผู้ให้บริการหลายรายย่อมเป็นการสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะใช้บริการของรายใด

โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า การประมูลเป็นวิธีการคัดเลือกหรือหาผู้ที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ให้บริการที่เป็นธรรม นอกจากนี้รัฐยังได้ประโยชน์เป็นเงินที่ผู้ชนะการประมูลจ่ายให้อีกด้วย แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าเงินที่ผู้ชนะการประมูลจ่ายให้รัฐนั้น ในท้ายที่สุด ผู้ชนะการประมูลจะผลักภาระดังกล่าวไปให้แก่ผู้ใช้บริการนั่นเอง จึงเท่ากับว่าในความเป็นจริง ประชาชนหรือผู้ใช้บริการคือผู้ที่จ่ายค่าสัมปทานแก่รัฐ

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 47 ได้กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นสิ่งที่แสดงว่ารัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับคลื่นความถี่ในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

หากใช้วิธีการประมูลดังกล่าว กลุ่มทุนต่างชาติที่มีเม็ดเงินมหาศาลจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบมากที่สุด และในที่สุดแล้วทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะอาจจะไม่ได้รับการบริหารจัดการโดยคนไทยอีกต่อไป

กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลและเป็นผู้กำหนดรูปแบบการให้บริการระบบ 3G จึงไม่ควรกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตมาจากการประมูลเท่านั้น แต่ควรมองหารูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น การอนุญาตให้ผู้ให้บริการเดิมที่แข่งขันกันอยู่แล้วสามารถให้บริการในระบบ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ได้ และส่งเสริมให้ผู้ให้บริการเดิมพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการในระบบ 3G และทำการพิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่ผู้ให้บริการอย่างเป็นธรรม โดยอาจพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมาของผู้ให้บริการ อีกทั้ง กสทช.ควรนำผลการศึกษาถึงบทเรียนของต่างประเทศที่ใช้วิธีการประมูลแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ มาใช้ในการพิจารณาตัดสินด้วยว่าสมควรใช้วิธีดังกล่าวในการจัดสรรคลื่นความถี่ของไทยหรือไม่ ไม่ควรคำนึงถึงเรื่องเงินที่จะได้รับจากการประมูลเพียงอย่างเดียว

กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่ควรคาดหวังเพียงรายได้จำนวนหนึ่งที่จะได้รับจากผู้ให้บริการที่ชนะการประมูล เพราะอย่างไรก็ตาม เงินที่บริษัทผู้ให้บริการได้จ่ายให้แก่รัฐจากการประมูลนั้นก็จะถูกผลักให้เป็นภาระตกแก่ประชาชนในท้ายที่สุดนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย