
ธปท.ลุยทำหมัน‘ตั๋วบี/อี
จ่อปรับเกณฑ์นับเป็นเงินฝากแบงก์สำรองสภาพคล่องไว้6%
จ่อปรับเกณฑ์นับเป็นเงินฝากแบงก์สำรองสภาพคล่องไว้6%
ธปท.ทำหมันตั๋วบี/อี ปรับนิยามให้นับเป็นเงินฝาก ต้องกันดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องรายเดือน 6% เหมือนเงินฝาก ใครออกมีต้นทุนเพิ่ม 2 เด้ง
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.ได้พิจารณาควบคุมการออกตั๋วแลกเงิน (ตั๋วบี/อี) ของธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นว่าการออกตั๋วบี/อี ของระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีวงเงินร่วม 1.2 ล้านล้านบาทนั้น มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อระดมเงินฝาก แต่ต้องการหลีกเลี่ยงภาระการนำส่งเงินเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากในอัตรา 0.4% เพื่อลดต้นทุนการระดมเงินมากกว่าจะเป็นการขอกู้เงินจากประชาชนหรือตลาดการเงิน
ดังนั้น ธปท.จึงเตรียมจะออกกฎเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์ต้องสำรองสินทรัพย์สภาพคล่องรายเดือน 6% ในส่วนของตั๋วบี/อี เพิ่มเติมขึ้นจากที่กำหนดเฉพาะเงินฝาก เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง หากธนาคารพาณิชย์มีเงินฝากเพิ่มขึ้นก็ควรมีสภาพคล่องรองรับการไถ่ถอนที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
“เท่าที่เราติดตามดู เราคิดว่าตั๋วบี/อี เป็นเงินฝากประเภทหนึ่งไม่ใช่การกู้เงินจากประชาชนอย่างที่นายแบงก์บางคนอ้าง ฉะนั้นแนวทางที่ ธปท.จะนำตั๋วบี/อี ไปรวมเพื่อคำนวณเป็นฐานเงินฝาก เพื่อเก็บเงินนำส่งตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้” ผู้บริหาร ธปท. กล่าว
นายเกริก กล่าวว่า จริงอยู่ว่านิยามเดิมของตั๋วบี/อี จะเป็นการออกตั๋วเงินกู้ที่ธนาคารพาณิชย์ออกเพื่อปรับสภาพคล่อง แต่การกู้นั้นจะต้องดูวัตถุประสงค์ด้วยว่าต้องการกู้ใคร ถ้าจะกู้จากประชาชนก็ต้องมองให้ลึกว่าประชาชนมีศักยภาพมากเพียงพอถึงกับให้ธนาคารพาณิชย์กู้จริงหรือไม่ หรือมีวัตถุประสงค์ระดมเงินฝาก และเมื่อเป็นเงินฝากก็ต้องมีสภาพคล่องที่เหมาะสมไว้รองรับ
ทั้งนี้ เกณฑ์ที่ ธปท.เตรียมไว้ด้วยคือ ให้นำตั๋วบี/อี ทั้งหมดที่ออกมาคำนวณรวมเป็นฐานเงินฝาก เพื่อคำนวณเงินที่จะต้องสำรองสินทรัพย์สภาพคล่องรายเดือน 6% ตามเกณฑ์ ซึ่งจะทำให้ฐานเงินฝากเพิ่มจากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 8 ล้านล้านบาท แต่ ธปท.ยังไม่ประกาศใช้ในขณะนี้ เพราะยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ หาก ธปท.ประกาศเกณฑ์ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง 6% ครอบคลุมตั๋วบี/อี และนับรวมเป็นฐานเงินฝากจะทำให้ตั๋วบี/อี ของระบบธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนเพิ่มจากปัจจุบันถึง 2 เท่า







