
‘วัน’เล็งรื้อส่วยวินมอ’ไซค์
อัดกทม.ไม่ดูแลวินเถื่อนเพียบ ตั้งท่าดึงกลับให้คมนาคมดูแล
อัดกทม.ไม่ดูแลวินเถื่อนเพียบ ตั้งท่าดึงกลับให้คมนาคมดูแล
“วัน” แฉวินมอเตอร์ไซค์ จ่ายส่วยเดือนละ 684 ล้าน เล็งเสนอขนส่งทางบกออกป้ายเหลืองแก้
นายวัน อยู่บำรุง ที่ปรึกษา รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย ได้ร้องเรียนว่าถูกเรียกเก็บค่าคุ้มครองซึ่งมีข้อมูลจากนายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมฯ ที่มีจำนวนสมาชิกรถจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลรวมประมาณ 1.9 แสนคัน ถูกเรียกเก็บค่าคุ้มครองเฉลี่ยคันละประมาณ 30120 บาท หรือเป็นเงินค่าคุ้มครองวันละ 5.7–22.8 ล้านบาท หรือเดือนละสูงถึง 171–684 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ทำให้ต้องเร่งเข้าไปแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม จะเสนอให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม ซึ่งดูแลกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้กรมการขนส่งทางบกเข้ามาดูแลการออกใบอนุญาตในการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์รับจ้างให้ได้รับป้ายเหลือง ตลอดจนการต่อทะเบียน รวมทั้งจัดความเรียบร้อยต่างๆ แทน กทม.เนื่องจากทางสมาคมมองว่าขั้นตอนของ กทม.ยังติดขัด ทำให้มีวินมอเตอร์ไซค์ที่เป็นป้ายขาวอยู่มาก
“ควรจะจัดการให้รถจักรยาน ยนต์รับจ้างที่เป็นป้ายขาวเข้ามาสู่ระบบ คือได้รับป้ายเหลืองเหมือนกันทั้งหมด จะได้ควบคุมดูแลได้ง่ายขึ้น แต่ต้องไปดูระเบียบว่าจะดำเนินการได้หรือไม่” นายวัน กล่าว
ทั้งนี้ จากสถิติจำนวนวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่มาลงทะเบียนปี 2546 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,453 วิน แต่ปัจจุบันมีวินไม่ถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นกว่า 1,000 วิน จึงต้องดำเนินการให้ถูกต้อง และในวันที่ 2 ก.พ.นี้จะลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาวินมอเตอร์ไซค์ ที่วินเพี้ยนพิน วินลานทอง ปากซอยแบริ่ง เขตบางนา พร้อมด้วยนายกสมาคมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทยด้วย
การปราบผู้เรียกเก็บค่าคุ้มครองนั้น โดยส่วนตัวไม่มีอำนาจหรือกำลังต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะนี้ได้หารืออย่างไม่เป็นทางการกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และจะตั้งคณะทำงานในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแล้ว เนื่องจากตนเองไม่มีอำนาจในการดูแล แต่ ร.ต.อ.เฉลิมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะมีคำแนะนำในการจัดการปัญหาดังกล่าวได้
ด้านนายชัชชาติ กล่าวว่า การที่จะให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดูแลรถจักรยานยนต์รับจ้าง แทน กทม. ต้องศึกษาข้อกฎหมายก่อนว่าทำได้หรือไม่ และถ้าทำแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่







