
นโยบายดอกเบี้ยพิการnธปท.ก้มหน้ารับแบงก์สนองตอบยาก
ธปท.ก้มหน้ายอมรับต้องปล่อยให้ดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินเป็นไปตามกลไกตลาด ยอมรับสภาพดอกเบี้ยปรับลดลงตามดอกเบี้ยนโยบายได้ยาก
ธปท.ก้มหน้ายอมรับต้องปล่อยให้ดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินเป็นไปตามกลไกตลาด ยอมรับสภาพดอกเบี้ยปรับลดลงตามดอกเบี้ยนโยบายได้ยาก
นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า แนวโน้มดอกเบี้ยในตลาดการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์จะปรับลดลงตามทิศทางนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.คงทำได้ยาก
ทั้งนี้ เพราะธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องรักษาฐานเงินฝากด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ที่ระดับเดิม และต้องแข่งกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่จ่ายดอกเบี้ยได้ในระดับสูง เพื่อจะได้เก็บสภาพคล่องไว้ให้เพียงพอสำหรับการปล่อยกู้ในระยะต่อไป ซึ่งประชาชนและภาคธุรกิจน่าจะมีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม
“ในสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยตามนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงลำบาก เพราะ ธปท.คงไปบังคับไม่ได้ เป็นการตัดสินใจของภาคธุรกิจ ฉะนั้นต้องปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามกลไกตลาด อีกอย่างหนึ่งต้นทุนการเงินของธนาคารก็ไม่ได้อยู่ที่การมีเงินมาปล่อยกู้ในตลาดซื้อคืนพันธบัตร ที่พอดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรหรือดอกเบี้ยนโยบายลดลงจะลดตามได้ทันที เพราะต้นทุนการเงินอาจจะอยู่ที่ส่วนอื่น ทำให้ลดไม่ได้ในทันทีทันใด” นายเกริก กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้สภาพคล่องจะตึงตัวมากขึ้น สะท้อนได้จากปี 2554 ที่ผ่านมา สินเชื่อขยายตัวได้ถึง 17% แต่เงินฝากขยายตัวแค่ 14% แต่ถึงสภาพคล่องจะตึงตัวก็ยังไม่สร้างปัญหาให้กับระบบการเงิน เนื่องจากในฝั่งการปล่อยสินเชื่อนั้น ถึงแม้ดอกเบี้ยเงินกู้จะไม่ลดลง แต่ภาคธุรกิจและประชาชนก็ยังพอใช้สินเชื่อจากโครงการให้กู้ของภาครัฐที่ออกมาชดเชยได้ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน (ซอฟต์โลน) เพื่อช่วยฟื้นฟูน้ำท่วม
ขณะที่ในด้านเงินฝากนั้น การที่ดอกเบี้ยเงินฝากไม่ลดลงก็ถือว่า ดีต่อบรรดาผู้ฝากเงิน เพราะขณะนี้การแข่งขันของธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐค่อนข้างรุนแรง
“ถึงสภาพคล่องจะตึงตัวบ้างเพราะสินเชื่อโตกว่าเงินฝาก แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะระบบยังมีสภาพคล่องเพียงพอ แถมมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ 2 ล้านล้านบาทด้วย และการปรับลดดอกเบี้ยของสถาบันการเงินก็ไม่ถึงขั้นต้องลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากเท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ที่ลงไป 0.25% แต่อย่างน้อยธนาคารก็ยังปรับลดดอกเบี้ยลงบ้าง แม้จะลดลงเพียง 0.125% ก็ยังถือว่าลดลงสอดคล้องกับนโยบายอยู่บ้าง” นายเกริก กล่าว
รองผู้ว่าการ ธปท.กล่าวอีกว่า ด้านส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิของไทยไม่ได้สูงขึ้นจนน่าเกลียด แถมลดลงจาก 2.5% เหลือ 2.4% ด้วย เทียบกับประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เราไม่ได้มีปัญหายังแข่งขันได้
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากสภาพคล่องเงินฝากทั้งระบบที่มีอยู่ประมาณ 9 ล้านล้านบาทนั้น จะเป็นเงินฝากประเภทออมทรัพย์อยู่ถึง 45%
ก่อนหน้านี้ ธปท.ชี้แจงว่า การที่ธนาคารรัฐเข้ามาแข่งขันทำให้มีเงินฝากไหลออกจากธนาคารพาณิชย์ ทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ระบบเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพ แต่ ธปท.คงไม่สามารถเข้าไปจัดการปัญหาได้ เนื่องจากธนาคารเฉพาะกิจไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับ







