
ประกันภัยหลังน้ำท่วม...ช่วงขาขึ้น
ท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายหลังน้ำท่วม สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
โดย...วารุณี อินวันนา
ท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายหลังน้ำท่วม สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้จัดงานเสวนาเชิงวิชาการ เพื่อเป็นเวทีในการวิเคราะห์ทิศทางการประกอบธุรกิจประกันภัยหลังน้ำท่วมปี 2555 ขึ้นเป็นครั้งแรก
อานนท์ โอภาสพิมลธรรม ผู้อำนวยการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจประกันภัยในปีนี้ว่า ทิศทางธุรกิจประกันภัยไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยบริษัทประกันภัยต่อสวิสรี มองว่าอันดับของเบี้ยประกันภัยรับรวมไทยขยับขึ้นมา 23 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 32 ของโลก จาก 2 ปีก่อนอยู่อันดับ 35 หากไม่นับรวมประเทศสิงคโปร์ ไทยจะอยู่อันดับที่ 1 นี่คือตัวเลขในปี 2553
ขณะที่วิกฤตน้ำท่วมหนักปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ได้กระตุ้นให้เกิดความต้องการซื้อประกันภัยเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก เห็นได้จากเบี้ยประกันภัยทรัพย์สินใน 3 สัปดาห์แรกของปี 2555 เพิ่มขึ้นถึง 50% แต่เบี้ยรับรวมของประกันภัยประเภทนี้เพียง 2 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับประกันภัยรายบุคคลเติบโตดี เพราะจำนวนกรมธรรม์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถที่จะพัฒนาให้เติบโตต่อไปได้อีก
“6 เดือนแรกของปีนี้ คาดว่าราคาเบี้ยประกันภัยในตลาดยังสูงอยู่ และจำนวนกรมธรรม์จะยังเพิ่มขึ้น แต่ในช่วง 6 เดือนหลังอาจจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว” อานนท์ ประเมิน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในธุรกิจประกันภัยคือ บริษัทประกันภัยได้ทำสัญญาประกันภัยต่อกับบริษัทประกันภัยต่างประเทศรายใหม่ๆ ที่เป็นสัญญาอัตโนมัติ และไม่เคยรับประกันภัยในประเทศไทยมาก่อน และไม่ได้รับความเสียหายจากวิกฤตน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยเลิกต่อสัญญากับบริษัทประกันภัยต่อรายเดิมที่มีการปรับราคาเบี้ยประกันภัยพิบัติเพิ่มขึ้น และปรับเงื่อนไขใหม่เข้มงวดมากขึ้น เพราะได้รับความเสียหายร่วม 3-3.5 แสนล้านบาท
ขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากปัญหาหนี้สาธารณะสูงในยุโรป และลากเศรษฐกิจอเมริกาให้ทรุดตัวลง ทำให้บริษัทประกันภัยต่อต่างประเทศถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงระดับ AA เท่านั้น จากเดิมที่มีระดับ AAA ทำให้บริษัทเหล่านั้นมองการลงทุนไปที่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งไทยจัดเป็นตลาดเกิดใหม่ที่จะได้รับอานิสงส์ที่จะมีบริษัทประกันภัยต่อรายใหม่ๆ เข้ามา
สำหรับการต่อสัญญาแบบความเสียหายต่อ 1 เหตุการณ์ จะมีการปรับราคาเบี้ยประกันภัยสูงมาก ทำให้ต้นทุนด้านประกันภัยต่อของบริษัทประกันในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้สิ้นปีนี้ผลประกอบการขาดทุนมากขึ้น และหากถึงปลายปีบริษัทประกันภัยต่อกลุ่มนี้ยังไม่กลับเข้ามาและราคาในตลาดยังไม่ลดลง บริษัทประกันภัยจะต้องเพิ่มทุนจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน การประกันภัยมีความสำคัญมากต่อระบบการเงินในปัจจุบัน ธนาคารมีเงื่อนไขว่าถ้าไม่มีการทำประกันภัยทรัพย์สินการปล่อยกู้จะยาก โดยทรัพย์สินที่มีการทำประกันภัยไว้ก่อนเกิดน้ำท่วมมีมูลค่ารวมกัน 11 ล้านล้านบาท และได้รับความคุ้มครองเต็ม 100%
แต่หลังจากวิกฤตน้ำท่วม บริษัทประกันภัยต่อมีการปรับเงื่อนไข จะให้ความคุ้มครองแบบจำกัด แต่ไทยมีกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ วงเงิน 5 แสนล้านบาท ถือว่ารองรับตลาดธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้ารายบุคคลได้ เพราะจ่ายค่าสินไหมในแต่ละปีเพียง 6,000-7,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงพอสำหรับตลาดอุตสาหกรรม เพราะเพียงน้ำท่วมโรงงาน 1 แห่ง เสียหายถึง 1 หมื่นล้านบาท แม้ว่าปัจจุบันจะขยายความคุ้มครองเพิ่มเป็น 200 ล้านบาทต่อราย ถือว่ารองรับความเสียหายได้ระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ปีนี้ประชาชนมีความต้องการซื้อความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มขึ้น ทั้งกลุ่มที่เคยซื้อ และกลุ่มที่ไม่ได้ซื้อประกันน้ำท่วมที่บ้านได้รับความเสียหาย ความต้องการอาจจะสูงกว่า 5 แสนล้านบาท
หากความต้องการซื้อประกันน้ำท่วมสูง บริษัทประกันภัยต่อจะเพิ่มเงื่อนไขให้ไทยต้องรับความเสียหายส่วนแรกสูงขึ้นอีก อาจจะเพิ่มเป็น 3-4 หมื่นล้านบาท
ประเด็นสำคัญ คือ รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมอีก โดยเฉพาะเขตอุตสาหกรรม หากป้องกันน้ำท่วมอุตสาหกรรมได้ จะตัดความเสี่ยงออกไปได้อย่างน้อย 2 แสนล้านบาท วงเงินความคุ้มครองของกองทุน 5 แสนล้านบาท พอรับได้
สถานการณ์ตอนนี้ธุรกิจประกันภัยหวังว่าภาครัฐจะมีสามารถลงทุนทำโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝนที่จะมาในเดือน มิ.ย.นี้







