
ฮอทพอทเท300ล.บุกตลาดบุฟเฟ่ต์
"ฮอท พอท"ควบแบรนด์ "ไดโดมอน"ทุ่ม 300 ล้านบาทบุกตลาดร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ วางเป้าขึ้น1 ใน 3 แบรนด์ในใจผู้บริโภค
"ฮอท พอท"ควบแบรนด์ "ไดโดมอน"ทุ่ม 300 ล้านบาทบุกตลาดร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ วางเป้าขึ้น1 ใน 3 แบรนด์ในใจผู้บริโภค
นางสกุณา บ่ายเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท ฮอท พอท ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารแนวบุฟเฟต์ภายใต้แบรนด์ “ฮอท พอท”และ “ไดโดมอน” เปิดเผยว่าในปีนี้ว่า บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท สำหรับขยายสาขาใหม่ ปรับปรุงร้านสาขาเก่าร้านอาหารทั้ง 2แบรนด์ พร้อมทำกิจกรรมการตลาดเชิงรุก
แบ่งเป็น100 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงธุรกิจ และรีแบรนด์ดิงร้านอาหารไดโดมอน ที่บริษัทเข้าซื้อกิจการไปเมื่อเดือน ก.ย.ปีก่อน รวม 25 สาขา
สำหรับร้านอาหารไดโดมอน จะแบ่งการปรับปรุงเป็น 2 เฟส โดยจะเพิ่มเมนูอาหารญี่ปุ่น ประเภทซูชิ สลัดบาร์ พิซซ่าญี่ปุ่น เพื่อเพิ่มความหลากหลายและตอกย้ำตำแหน่งทางการตลาดร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกนี้ ส่วนในเฟส 2 จะปรับปรุงภาพลักษณ์และบรรยากาศภายในร้านใหม่ให้สอดคล้องกัน พร้อมมีการปิดปรับปรุงสาขาขนาดใหญ่รวม 14 แห่ง คาดโฉมใหม่ทั้งหมดนี้จะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี56
ทั้งนี้ ร้านอาหารไดโดมอน ถือเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จัก คุ้นเคยเป็นอย่างดี จากศักยภาพการดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทยังคงใช้ชื่อไดโดมอนต่อไป แต่จะปรับปรุงด้านการบริหารจัดการ การบริการ รวมทั้งเมนูอาหารให้สอดคล้องกับตำแหน่งทางการตลาดปิ้งย่างสไตล์ญีปุ่นซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาด
สำหรับงบประมาณอีก 100 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาเครือข่ายร้านอาหารของฮอท พอท รวม 16 แห่งโดยเน้นรูปแบบร้าน “ฮอทพอท อินเตอร์ บุฟเฟ่ต์” เป็นหลัก และงบที่เหลืออีก 100 ล้านบาท จะใช้สำหรับทำการตลาดเชิงรุกครบวงจร รวม 70-80 ล้านบาท โดยจะมีกิจกรรมทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ เคเบิลทีวี ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ เช่น การจัดอีเว้นท์ มาร์เก็ตติ้ง “แคมปัส ทัวร์” การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คสื่อสารลูกค้า เป็นต้น
ขณะที่บริษัท ตั้งเป้าหมายยอดขายเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ในปีนี้ หรือมีรายได้กว่า 1,800 ล้านบาท จากปีก่อนมีรายได้ 1,400 ล้านบาท และผลักดันธุรกิจอาหารในเครือฮอท พอท เป็น 1 ใน 3 แบรนด์ในใจผู้บริโภคในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารสไตล์บุฟเฟ่ต์ ที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด ได้แก่ ชาบูชิ และ ซูกิชิ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอาหารสไตล์บุฟเฟ่ต์ที่ในปีนี้คาดว่ายังมีอัตราเติบโตสูงในอัตรา 30% จากความนิยมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคนรุ่นใหม่ และการเติบโตของตลาดต่างจังหวัดที่นิยมบริโภคประเภทนี้







