
ชีวิตคนมีค่าเท่าไร
เมื่อ 2 วันก่อนได้อ่านข่าวศาลฎีกาพิพากษาโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 10 ล้านบาท
เมื่อ 2 วันก่อนได้อ่านข่าวศาลฎีกาพิพากษาโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 10 ล้านบาท
ในคดีทำคลอดคนไข้เสียชีวิตทั้งแม่และลูก ก็เลยทำให้นึกถึงข่าวกรณีรัฐบาลมีมติชดเชยผู้เสียชีวิตกรณีการเมือง 7.75 ล้านบาท ที่เป็นข่าวให้วิเคราะห์กันในปัจจุบัน ทำให้ชวนสงสัยว่า จริงๆ แล้วชีวิตคนเรามีค่าเท่าไหร่ เพราะมีคนตีราคากันตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักหลายๆ ล้านบาท
การประเมินชีวิตคนจะประเมินจากอะไร จะประเมินจากสิ่งที่เขาทำมาในอดีต หรือจะประเมินจากสิ่งที่เขาสามารถทำได้ในอนาคต หรือจะประเมินจากสิ่งที่เขามีในปัจจุบัน และใครคือคนที่สมควรที่สุดที่จะประเมินชีวิตของคน (ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น) ตัวอย่างเช่น นาย ก. หากให้พ่อแม่นาย ก. ประเมินมูลค่าชีวิตของนาย ก. ก็คงจะมีค่ามากอย่างยิ่ง จนอาจจะมากกว่าชีวิตของตนเองก็เป็นได้ แต่หากถามเราว่า เราพร้อมที่จะสละชีวิตของเราเพื่อนาย ก. หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่
ดังนั้น หากว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ชีวิตของทุกคนมีค่าที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ เพราะชีวิตของทุกคนย่อมมีค่าสำหรับตัวเขาเองและอย่างน้อยก็กับคนที่รักเขาเสมอ และชีวิตคนไม่มีการแบ่งแยกว่า คนรวยมีค่ามากกว่าคนจน คนมีการศึกษามีค่ามากกว่าคนไร้การศึกษา แล้วอย่างนี้เราประเมินมูลค่าชีวิตกันอย่างไร
ในด้านชีวิต เราอาจประเมินมูลค่าของชีวิตคนจากสิ่งที่เขาทำมาในอดีต ประเมินจากความรัก ความเสียสละที่เขาได้ทำให้กับผู้อื่น ยิ่งทำประโยชน์ให้ผู้อื่นมากเท่าไรก็จะยิ่งมีค่ามากเท่านั้น ตัวอย่างเช่น พระเยซูที่ท่านได้ทรงสละชีวิตของตนเองบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปให้กับผู้อื่น หรืออย่างมหาตมะคานธี ที่ได้เสียสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อความเป็นเอกราชของอินเดีย หรือพระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ที่ได้ทรงเสียสละทุกอย่างเพื่อประเทศไทย เป็นต้น ชีวิตของพวกท่านเหล่านี้มีค่ามากอย่างยิ่ง จนหลายคนพร้อมที่จะสละชีวิตตนเองเพื่อท่านเหล่านี้ได้
ในทางการเงินก็เช่นกัน จะถือว่าชีวิตคนเป็นสิ่งที่มีค่าจนไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ ตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการทำประกัน จะมีหลักอยู่ 2 หลักที่ใช้กับการประกันภัย แต่ไม่ใช้กับการประกันชีวิต ด้วยเหตุผลเพราะชีวิตคนไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ ได้แก่
หลักการชดใช้สินไหมทดแทน
เมื่อมีภัยที่รับประกันไว้เกิดกับทรัพย์สินที่ทำประกัน ก็จะได้รับการชดใช้ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินวงเงินประกัน ตัวอย่างเช่น ทำประกันอัคคีภัยบ้านไว้ 1 ล้านบาท เกิดเพลิงไหม้เสียหาย 2 แสนบาท ก็จะได้รับชดใช้ความเสียหายเพียง 2 แสนบาท แต่หากเป็นการทำประกันชีวิต หากนาย ก. ทำประกันไว้ 100 ล้านบาท แม้นาย ก. จะเป็นคนที่มีรายได้ไม่สูง หรือไร้การศึกษา หรือทำตัวไม่เป็นประโยชน์ แต่หากนาย ก. เสียชีวิต นาย ก. ก็จะได้รับเงินชดใช้ความเสียหายตามกรมธรรม์ 100 ล้านบาท
หลักการมีส่วนร่วมในการชดใช้ค่าสินไหม
หากมีการทำประกันทรัพย์สินไว้หลายกรมธรรม์และคุ้มครองภัยเดียวกัน และเมื่อมีความเสียหายจากภัยที่ทำประกันไว้เกิดขึ้นกับทรัพย์สินที่ทำประกัน แม้ว่ามูลค่ารวมของจำนวนเงินเอาประกันทุกกรมธรรม์จะมากกว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ผู้เอาประกันก็จะได้รับเงินชดใช้ความเสียหายเท่ากับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น โดยบริษัทประกันจะเฉลี่ยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวตามอัตราส่วนที่รับผิดชอบกันเอง
ตัวอย่างเช่น นาย ก. (อีกแล้ว) ทำประกันอัคคีภัยบ้านมูลค่า 5 แสนบาท แบ่งเป็น 2 กรมธรรม์ กรมธรรม์แรก ทำกับบริษัท A จำนวนเงินเอาประกัน 2 แสนบาท กรมธรรม์ที่สอง ทำกับบริษัท B จำนวนเงินเอาประกัน 3 แสนบาท หากบ้านนาย ก. เกิดไฟไหม้เสียหาย 1 แสนบาท
จำนวนเงินเอาประกันรวมของบริษัท A และ B เท่ากับ 2 แสนบาท+3 แสนบาท = 5 แสนบาท
ญ บริษัท A จะชดใช้ความเสียหายเท่ากับ (2 แสน หาร 5 แสนบาท) คูณ 1 แสนบาท = 4 หมื่นบาท
ญ บริษัท B จะชดใช้ความเสียหายเท่ากับ (3 แสน หาร 5 แสนบาท) คูณ 1 แสนบาท = 6 หมื่นบาท
หากเป็นกรณีประกันชีวิต สมมติกรณีเดียวกัน เพียงแต่ครั้งนี้สิ่งที่นาย ก. ทำประกัน คือ ชีวิตของตนเอง หากนาย ก. เสียชีวิต นาย ก. ก็จะได้รับชดใช้ความเสียหายจากบริษัท A 2 แสนบาท และจาก บริษัท B 3 แสนบาท ครบตามจำนวนเงินเอาประกันจากทุกกรมธรรม์ เหตุผลเดียวที่ทำให้เป็นเช่นนี้ ก็คือ ชีวิตคนเราประเมินค่าไม่ได้
สรุปจากตรงนี้ ก็คือชีวิตของคนเราประเมินค่าไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะการจะประเมินเป็นตัวเลขว่าเท่ากับกี่บาท และแต่ละคนก็ไม่มีสิทธิจะไปประเมินค่าว่าชีวิตของคนนั้นมีค่าเท่านี้ คนนี้มีค่าเท่านั้น ดังนั้นก็ขอให้พวกเราอย่าได้ไปละเมิด หรือทำลายชีวิตของผู้อื่นเลย ขอให้เรามีความนับถือต่อชีวิต ทั้งชีวิตของเราเองและของคนอื่น การมีความนับถือต่อชีวิตรวมไปถึงการมีทัศนะที่ถูกต้องต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย ดังที่พระคัมภีร์ไบเบิล กล่าวว่า “ทุกคนที่เกลียดชังพี่น้องก็เป็นผู้ฆ่าคน และพวกท่านก็รู้ว่าผู้ฆ่าคนจะไม่มีชีวิตนิรันดร์ในตัวเขาเลย” (1 โยฮัน 3 : 15) หากเราต้องการมีชีวิตนิรันดร์ เราต้องขจัดความเกลียดชังใดๆ ที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ให้หมดไปจากหัวใจเรา เพราะความเกลียดชังเป็นต้นเหตุของความรุนแรงส่วนใหญ่ (1 โยฮัน 3 : 11, 12)
ครั้งหน้า เราจะมาคุยกันต่อครับว่า เมื่อชีวิตคนประเมินค่าไม่ได้ แต่หากจำเป็นต้องประเมินจริงๆ จะสามารถประเมินได้หรือไม่
หากสนใจการวางแผนการเงิน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02680 3333







