
เงินบาทยังแข็งแกร่ง แต่ต้องรับตายูโรโซน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าแนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (30 ม.ค.-3 ก.พ. 2555)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าแนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (30 ม.ค.-3 ก.พ. 2555)
จะเคลื่อนไหวในกรอบ 31-31.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยคงต้องจับตาประเด็นเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยูโรโซน โดยเฉพาะผลการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซกับเจ้าหนี้ภาคเอกชน การประชุม EU Summit ในวันที่ 30 ม.ค. และการหารือระหว่างผู้นำประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี
ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาบ้านเดือน พ.ย. 2554 ยอดสั่งซื้อของโรงงาน รายจ่ายเพื่อการก่อสร้าง รายได้รายจ่ายส่วนบุคคลและดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐานเดือน ธ.ค. 2554 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเขตชิคาโก ตัวเลขการจ้างงานและอัตราการว่างงาน ดัชนี ISM ภาคการผลิตภาคบริการเดือน ม.ค. 2555 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวแข็งค่าขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ เช่นเดียวกับสกุลเงินเอเชีย ก่อนจะลดช่วงบวกทั้งหมดลงและปรับตัวในทิศทางอ่อนค่า ท่ามกลางแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากกลุ่มผู้นำเข้า และการปรับตัวลงของดัชนีหุ้นไทยในช่วงกลางสัปดาห์ นอกจากนี้การอ่อนค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.อีกด้วย อย่างไรก็ดีเงินบาทฟื้นตัวกลับมาอย่างแข็งแกร่งทะลุระดับ 31.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงท้ายสัปดาห์ ท่ามกลางแรงขายเงินเหรียญสหรัฐหลังการประชุมเฟด และสถานะซื้อสุทธิหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่เงินยูโรแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ แม้จะมีปัจจัยลบในช่วงต้นสัปดาห์จากข่าวการปรับลดอันดับเครดิตสมาชิกยูโรโซน 9 ประเทศ โดยสถาบันจัดอันดับเครดิต เอสแอนด์พี และการกล่าวเตือนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ถึงความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจโลกจะถดถอยลงหากยุโรปปล่อยให้วิกฤตหนี้ยืดเยื้อ ทั้งนี้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ท่ามกลางแรงขายเงินเหรียญสหรัฐ หลังจากที่เฟดมีมติยืนอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำจนถึงปลายปี 2557 และระบุถึงความพร้อมที่จะพิจารณามาตรการผ่อนคลายรอบใหม่หากเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลงอีก นอกจากนี้ความหวังต่อความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซกับเจ้าหนี้ภาคเอกชน ก็เป็นปัจจัยบวกต่อเงินยูโรด้วยเช่นกัน
ส่วนเงินเยนเคลื่อนไหวผันผวน โดยอ่อนค่าช่วงแรกท่ามกลางแรงขายจากกลุ่มกองทุนและปัจจัยทางเทคนิค หลังจากมีข้อมูลระบุว่า ดุลการค้าญี่ปุ่นขาดดุลในปี 2554 เป็นปีแรกในรอบกว่า 3 ทศวรรษ อย่างไรก็ตามเงินเยนกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงท้ายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากแรงขายเงินเหรียญสหรัฐของผู้ส่งออกญี่ปุ่น และการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐหลังการประชุมเฟดในวันศุกร์ (27 ม.ค. 2555) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3155 เทียบกับ 1.2930 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในวันศุกร์ก่อนหน้า (20 ม.ค. 2555) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 77 ใกล้กับระดับ 76.95 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ด้านตลาดเงิน อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นปรับลดตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาที่ 3% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ นอกจากนี้ก็มีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน มีระดับหนาแน่นที่ 2.90% ปรับลดลงจาก 3.15% ในช่วงสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี ระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน ปรับลดลงอยู่ที่ 33.25% เทียบกับ 3.25% ในสัปดาห์ก่อน
คาดว่าในสัปดาห์นี้คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินหลังสิ้นเดือน โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 3% อย่างต่อเนื่อง
ฟากตลาดทุนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับเพิ่มขึ้น จากแรงบวกหลังเฟดประกาศที่จะคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำจนถึงช่วงปลายปี 2557 โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,076.29 จุด เพิ่มขึ้น 1.67% จากสัปดาห์ก่อน
แต่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 11.73% จากสัปดาห์ก่อนมาอยู่ที่ 22,443.09 ล้านบาท
ในสัปดาห์นี้มองว่า ดัชนียังมีโอกาสแกว่งตัวผันผวนต่อเนื่อง โดยต้องจับตาพัฒนาการการแก้ไขหนี้ยุโรป ทั้งการตรวจสอบก่อนการอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซรอบ 2







