
ธุรกิจการบิน 4 ประเทศกลุ่มอาเวียนเนื้อหอมรับเปิดเออีซี
ในปี 2558 การเปิดเสรีการค้าและบริการกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ในปี 2558 การเปิดเสรีการค้าและบริการกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
โดย...พีระดา ปราศรีวงศ์
ในปี 2558 การเปิดเสรีการค้าและบริการกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะลั่นฆ้องอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้ทุกอุตสาหกรรมเพื่อพร้อมชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนใหญ่ให้ได้มากที่สุด หลังจากตลาดประเทศอาเซียนหลอมรวมเป็นตลาดเดียว
เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการบิน โดย ยงยุทธ ลุจินตานนท์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดประจำประเทศไทยและพม่า บริษัท คาเธ่ย์ แปซิฟิค แอร์เวย์ ผู้ให้บริการสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค เล่าว่า นับจากปีนี้การเดินทางโดยสารเครื่องบินเพื่อทำธุรกิจและการท่องเที่ยวจะหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคดังกล่าว อย่างสาธารณประชาชนจีน อินเดีย จะเข้ามาแทนที่ประเทศฝั่งยุโรป อเมริกา ที่อยู่ในวังวนพิษเศรษฐกิจถดถอยอย่างน้อย 45 ปีนับจากนี้
ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปิดเออีซีจะเป็นปัจจัยหนุนให้อุตสาหกรรมการบินในกลุ่มเออีซีได้รับความสนใจด้านการลงทุนอย่างคึกคัก โดยเฉพาะ 4 ประเทศตามลำดับ ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ขณะที่ประเทศไทยและมาเลเซียมีศักยภาพการเป็นฐานปฏิบัติการบินที่สูสีกัน ซึ่งต้องขึ้นนโยบายการสนับสนุนของภาครัฐด้วย และภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยอยู่ในภาวะปกติ
“นับจากไทยเปิดเสรีน่านฟ้า ผู้ประกอบการสายการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้ามาแข่งขันจำนวนมาก ซึ่งเห็นได้ว่าในช่วง 78 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจการบินของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังเปิดเออีซียิ่งแข่งกันหนัก และจะทำให้สงครามราคาดุเดือดขึ้นอีกครั้งเพราะซับพลายมีมากกว่าดีมานด์ และเชื่อว่ากลยุทธ์ราคาจะถูกนำมาใช้กับทุกอุตสาหกรรม” ยงยุทธ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ทุกสายการบินต้องปรับตัวรับมือกับปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การบริหารจัดการต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน 2.การแข่งขันเรื่องราคา โดยบางเส้นทางไม่สามารถปรับราคาขึ้นนานกว่า 20 ปี รวมถึงราคาตั๋วโดยสารมีแนวโน้มลดลง เช่น กรุงเทพสิงคโปร์ เพราะมีคู่แข่งจำนวนมาก และ 3.การเดินทางหลั่งไหลมาเอเชีย สายการบินที่ให้บริการระยะไกลอย่างยุโรป อเมริกาต้องปรับกลยุทธ์การตลาดอย่างหนัก
ยงยุทธ กล่าวว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด โดยมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยมุ่งกลุ่มนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ล่าสุดได้ติดตั้งระบบคอร์ปอเรต ทราเวล โซลูชัน เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีสามารถจองตั๋วโดยสารผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง รวมถึงบริหารต้นทุนค่าตั๋วโดยสาร ซึ่งการซื้อผ่านระบบดังกล่าวจะมีราคาถูกกว่าตั๋วปกติ และตั๋วโปรโมชันเฉลี่ย 58% ทุกเส้นทางที่ให้บริการ การใช้เป็นส่วนลดโรงแรมที่เป็นพันธมิตรกับสายการบิน เป็นต้น
สำหรับเงื่อนไขการจองผ่านระบบคอร์ปอเรตฯ บริษัทต้องมีพนักงานเดินทางอย่างน้อย 3 คน มียอดการใช้จ่าย 3.5 แสนบาท/ปี การที่บริษัทเจาะกลุ่มเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง เพราะในประเทศไทยมีเอสเอ็มอีกว่า 2.9 ล้านบริษัท และมีแนวโน้มการเดินทางระหว่างประเทศสูง โดยปัจจุบันมีบริษัทเข้าเป็นสมาชิกระบบแล้ว 120 บริษัท และตั้งเป้าตลอดปีนี้เพิ่มเป็น 240 บริษัท โดยบริษัทมีสัดส่วนการจำหน่ายตั๋วผ่านระบบออนไลน์ สัดส่วน 10% ระบบคอร์ปอเรตฯ จะทำให้เพิ่มสัดส่วนเป็น 20% ภายในปีนี้
“การใช้ระบบนี้ อาจทำให้กำไรต่อที่นั่งลดลง แต่ในด้านจำนวนที่เข้ามา จะใช้บริการเพิ่มขึ้น และระยะยาวกลุ่มเอสเอ็มอีจะมีการเติบโตสูง และเดินทางเพื่อขยายธุรกิจในโซนเอเชียเพิ่มขึ้น อีกทั้งปัจจุบันคู่แข่งยังทำตลาดในลักษณะนี้น้อยมาก”ยงยุทธ์ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมทยอยปรับปรุงที่นั่งโดยสารเครื่องบิน โดยเพิ่มชั้นพรีเมียม อีโคโนมี เพิ่มขึ้นอีกชั้น จากเดิมให้บริการชั้น 1 ชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด เพื่อเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่ต้องการเพิ่มบริการที่ดีขึ้น ด้านอาหารและที่นั่งที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการให้บริการระหว่างชั้นธุรกิจกับชั้นประหยัด โดยมีราคาแพงกว่าชั้นประหยัดเฉลี่ย 30% พร้อมเปิดให้บริการในเดือน มี.ค.นี้ในเส้นทางยุโรป ก่อนทยอยให้บริการเส้นทางในไทยประมาณต้นปีหน้า
การมีที่นั่งที่หลากหลายในครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์การปรับตัวให้สายการบินคาเธ่ย์เป็นสายการบินที่ให้บริการที่หลากหลาย รองรับการแข่งขันสายการบินในทุกระดับ ทั้งสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) และพรีเมียมแอร์ไลน์ โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ามีอัตราที่นั่งทั้งกลุ่มเฉลี่ยมากกว่า 86% เทียบกับปีที่ผ่านมา 86% เนื่องจากได้เพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในแต่ละเส้นทาง







