posttoday
เอสซีจีชูธรรมาภิบาลข้ามชาติ วิชัน5ปีลุยลงทุนเอเชีย

เอสซีจีชูธรรมาภิบาลข้ามชาติ วิชัน5ปีลุยลงทุนเอเชีย

26 มกราคม 2555

เครือซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ถือเป็นบริษัทระดับแนวหน้าของประเทศไทยที่ประกาศความพร้อมเป็นอันดับแรก

เครือซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ถือเป็นบริษัทระดับแนวหน้าของประเทศไทยที่ประกาศความพร้อมเป็นอันดับแรก

ในการสยายปีกลงทุนในอาเซียน โดยตั้งเป้าว่าจะเป็นบริษัทชั้นนำในเอเชีย ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ผู้นำในระดับโลก ที่ไม่ได้วัดจากยอดขายแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมี “ธรรมาภิบาล” ควบคู่กันไป

กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า บริษัทวางแผนลงทุนระยะยาว 5 ปี (2555-2559) กว่า 1.5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยเอสซีจีจะขยายกลุ่มธุรกิจที่มีอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเข้าไปซื้อกิจการที่เกี่ยวกับธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศเช่นกัน โดยจะเน้นประเทศที่น่าสนใจ คือ อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ขณะนี้ได้วางแผนจะเข้าไปซื้อกิจการโรงงานปูนซีเมนต์และปิโตรเคมีในประเทศอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศเวียดนามได้เข้าไปซื้อโรงงานบดปูนซีเมนต์และปูนซีเมนต์ขาว ภายใต้งบลงทุนรวมที่วางไว้ทั้งปีนี้3.5-4 หมื่นล้านบาท สำหรับปีต่อไปวางแผนจะลงทุนปีละ 3 หมื่นล้านบาท ต่อเนื่อง5 ปีตามแผน

เอสซีจีชูธรรมาภิบาลข้ามชาติ วิชัน5ปีลุยลงทุนเอเชีย

อย่างไรก็ดี แม้ว่าบริษัทจะเดินหน้าขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนตามแผนที่วางไว้ เพื่อความเป็นผู้นำธุรกิจในอาเซียน แต่ยังเชื่อมั่นในประเทศไทย เช่นเดียวกับผู้ประกอบการภาคเอกชนส่วนใหญ่ที่มั่นใจการลงทุน และเมื่อเออีซีมีผลบังคับใช้เชื่อว่าประเทศไทยก็ยังน่าลงทุนมากที่สุดในประเทศแถบอาเซียน โดยวิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้นส่งผลแค่ในระยะสั้น และมั่นใจแผนฟื้นฟูของภาครัฐบาล อีกทั้งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่จะช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท หรือเติบโต 12% แต่หากการซื้อกิจการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จะทำให้รายได้มากกว่า 4 แสนล้านบาท โดยธุรกิจกลุ่มเคมิคอลส์มีทิศทางการเติบโตดีที่สุดซึ่งคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้น รองลงมาเป็นธุรกิจกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ภาพรวมทั้งตลาดน่าจะเติบโตได้กว่า 10% และธุรกิจกลุ่มซีเมนต์ที่คาดว่าภาพรวมทั้งตลาดจะเติบโตได้ 5% สำหรับในปี 2554 ที่ผ่านมาเอสซีจีมีรายได้จากการขาย 368,579 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% และมีกำไร 27,281 ล้านบาท ลดลง 27%

ล่าสุด ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้อนุมัติให้เอสซีจี เคมิคอลส์ ซื้อหุ้นบริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) เพิ่มเติมจากบริษัท ทุนลดาวัลย์ (CPBE) และจากผู้ถือหุ้นอื่นๆ 30.47% ของหุ้นชำระแล้วทั้งหมดของ TPC ซึ่งมีมูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท หลังจากการซื้อหุ้นในครั้งนี้ บริษัทจะมีหุ้นใน TPC เพิ่มขึ้น 76.11% จากเดิม 45.64% ทั้งนี้การซื้อหุ้นดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถทางธุรกิจให้กับบริษัท และลดความผันผวนของรายได้

ส่วนแนวโน้มราคาสินค้าในปีนี้ เริ่มเห็นสัญญาณว่าจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าก๊าซที่ปรับขึ้นมาถึง20-30% ขณะที่ราคาซีเมนต์เป็นไปตามกลไกของตลาด แต่ราคาพลังงานยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2553-2554 ปรับขึ้นมาถึง 30% ส่งผลให้ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วธุรกิจซีเมนต์มีกำไรน้อยลงและคาดว่าปีนี้ราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อประมาณ 10% แต่บริษัทไม่มีนโยบายจะเพิ่มราคาอยู่แล้ว โดยจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด

สำหรับกลยุทธ์การเติบโตสู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียนนั้น บริษัทจะมุ่งพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added- HVA) และการสร้างแบรนด์

ในปีที่ผ่านมาบริษัทใช้งบในการวิจัยและพัฒนา (R&D) จำนวน 1,111 ล้านบาท จากงบประมาณที่ตั้งไว้ 1,200-1,300 ล้านบาท ส่งผลให้สินค้าในกลุ่ม HVA มีสัดส่วน 32% ของรายได้รวมของบริษัท หรือ 1.18 แสนล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะใช้งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาต่อปีเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อให้เป็นองค์กรผู้นำและองค์กรแห่งนวัตกรรม เพราะการลงทุนในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เมื่อเทียบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากสินค้ากลุ่มขายนวัตกรรม หรือสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มแล้ว เงินที่ได้จากสินค้ากลุ่มนวัตกรรมเพิ่มขึ้นมากหลายเท่าตัวกว่าเงินที่ใส่เข้าไปในการพัฒนานวัตกรรม

วิสัยทัศน์ของเอสซีจีที่เดินอย่างมีนวัตกรรม และข้ามชาติอย่างมีธรรมาภิบาล นับเป็นวิถีสู่ความยั่งยืนที่ต้องตามไปดู

 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69