
'กิตติรัตน์ -สศช.' จัดหนักโต้ธีระชัย หนี้สาธารณะ12%
“กิตติรัตน์” ผนึกกำลัง สศช. อัด “ธีระชัย” มั่วตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณ ยันตัวเลขเสนอ ครม.อยู่ที่ 12%
“กิตติรัตน์” ผนึกกำลัง สศช. อัด “ธีระชัย” มั่วตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณ ยันตัวเลขเสนอ ครม.อยู่ที่ 12%
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุว่า การที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแสดงความอึดอัดการนำเสนอตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณที่แท้จริงอยู่ที่ 9.33% ไม่ใช่ 12% เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นเร่งด่วนการออกร่าง พ.ร.ก.แก้ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ นั้น ขอยืนยันว่าตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณที่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ที่ 12%
“ถ้าไม่จัดการหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ตาม พ.ร.ก. รัฐบาลจะยังต้องตั้งงบปี 2555 จ่ายดอกเบี้ย 6 หมื่นล้านบาท ถ้าไม่ทำเช่นนี้สัดส่วนตรงนี้ก็จะลดลงไม่ได้ ขณะที่ตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณ 9.33% ที่นายธีระชัยบอกนั้น เป็นตัวเลขที่คำนวณจากภาระดอกเบี้ยที่ลดลงเมื่อประกาศใช้ พ.ร.ก.แล้ว” รมว.คลัง ระบุ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ไม่เข้าใจเหตุใดนายธีระชัยไม่เข้าใจข้อเท็จจริงตรงนี้ เป็นไปได้ว่าอาจไม่มีการสื่อสารกัน
“ผมก็ไม่ได้ต้องการให้ใครจะมาอธิบาย เพราะผมก็พยายามทำการบ้านด้วยตัวเอง ไม่คิดว่าจะต้องกลายเป็นฝ่ายที่ต้องอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ” นายกิตติรัตน์ กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้สาธารณะ 4.2 ล้านล้านบาท และแต่ละปีรัฐบาลต้องตั้งงบประมาณเพื่อชำระหนี้พอสมควร โดยงบปี 2555 ที่สัดส่วนหนี้ต่องบประมาณอยู่ที่ 11-12% เนื่องจากสมมติฐานการทำงานรัฐบาลอยู่ในกรอบภาระหนี้ที่สูง เมื่อจำนวนหนี้สูงดอกเบี้ยก็สูงตาม เงินต้นที่เตรียมไว้ชำระหนี้จะต่ำไปกว่านี้ไม่ได้
“ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการซุกหนี้ หากมีการซุกหนี้ทุกคนต้องมองไม่เห็น รัฐบาลไทยได้พยายามชี้แจงให้เห็นอยู่แล้วว่าหนี้อยู่ตรงไหน จะมีการจัดการอย่างไร เพื่อให้ระยะต่อไปภาระดอกเบี้ยและเงินต้นได้ผ่อนปรนลง” รองนายกรัฐมนตรี ระบุ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ในส่วนการจัดทำกรอบงบประมาณประจำปี 2556 นั้น ตนจะมีการหารือกับกรอบงบประมาณเบื้องต้นกับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระหว่างการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งการขาดดุลงบประมาณจะใกล้เคียงหรือต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาท
“รัฐบาลตั้งเป้าหมายการจัดทำงบประมาณแบบสมดุลภายในปีงบประมาณ 2559 ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ” รมว.คลัง กล่าว
แหล่งข่าวจาก สศช.ระบุว่า การประชุม ครม.เมื่อเดือน พ.ย. 2554 ได้กำหนดตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณปี 2555 อยู่ที่ระดับ 12.5% แต่มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขภาระหนี้ต่องบประมาณในช่วงการพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการวิสามัญเป็น 9.33% ซึ่งนายธีระชัยต้องทราบเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะเป็นรองประธานกรรมาธิการ
นอกจากนี้ นายธีระชัยในฐานะที่ดูแลงานของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ต้องทราบตัวเลขเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่ใช่มาบอกว่า สศช.ปรับเปลี่ยนสัดส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณ ซึ่งทำให้ สศช.เสียชื่อเสียงและถือว่าทำไม่ถูกต้อง
ทางด้านนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการ สบน. เปิดเผยว่า สัดส่วนการชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายปี 2555 อยู่ที่ 9.33% ตามที่นายธีระชัยออกมาเปิดเผยจริง ซึ่งการที่สัดส่วนหนี้ชำระหนี้อยู่ต่ำ เพราะรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้น้อยเพราะเงินมีจำกัด และไม่ต้องการไปแย่งงบลงทุนที่อยู่ระดับ 10% กว่าเท่านั้น จากที่กำหนดไว้ไม่ควรต่ำกว่า 25% ของงบประมาณรายจ่าย
สำหรับปีงบประมาณ 2555 สบน.ได้ของบชำระหนี้ไปจำนวนประมาณ 2.42 แสนล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรให้ 2.22 แสนล้านบาท หรือ 9.33% ของงบประมาณรายจ่าย 2.38 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการชำระหนี้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ 12-13% ของงบประมาณรายจ่าย แม้ว่าอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังไม่เกิน 15% แต่ส่วนใหญ่เป็นการชำระดอกเบี้ย ไม่ใช่เงินต้น ทำให้มีหนี้สะสมเพิ่มขึ้น เป็นปัญหาในระยะยาว
ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการตั้งกรอบว่าควรชำระหนี้เงินต้นไม่น้อยกว่า 5% ของงบประมาณที่ได้จัดสรร แต่ความเป็นจริงแต่ละปีใช้เงินต้นได้ 23% ของงบประมาณที่ได้จัดสรรเท่านั้น ซึ่งหากทำตามกรอบก็จะทำให้สัดส่วนชำระหนี้เกินกรอบที่กำหนดไว้
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการบริหารหนี้ให้มีประสิทธิภาพอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ก็ต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายให้เพิ่มมากขึ้น นั่นก็หมายความว่าต้องหารายได้เพิ่มขึ้นให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ลดการขาดงบประมาณให้น้อยลง เพื่อให้การเพิ่มวงเงินใช้หนี้ไม่กระทบกับงบลงทุนของประเทศให้มากกว่านี้
นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวว่า กรอบความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งสัดส่วนการชำระหนี้ไม่เกิน 15% และสัดส่วนหนี้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี มีความเหมาะสมอยู่แล้ว โดยปัจจุบันต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 4.7% ซึ่งมีแนวโน้มลดลง จากการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับภาพรวมของหนี้สาธารณะปัจจุบัน 4.2 ล้านล้านบาท ประมาณ 42% ของจีดีพี จะเพิ่มขึ้นจากการกู้เงินเพื่อการฟื้นฟูของรัฐบาลจำนวนมาก แต่คาดว่าสัดส่วนหนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก เพราะฐานของจีดีพีก็โตตามขึ้นเช่นกัน จากปัจจุบัน 10.6 ล้านล้านบาท จะเป็น 11 ล้านล้านบาท ในปี 2556
ขณะที่มุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปรากฏการณ์ตัวเลขหนี้สาธารณะที่ไม่ตรงกันนี้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจทุกครั้งแต่ละประเทศมีต้นทุนที่ต่างกัน ส่วนวิกฤตประเทศเมื่อปี 2540 นั้น ไทยถือว่ามีต้นทุนการแก้ไขปัญหาสูงกว่ามาเลเซีย แต่ต่ำกว่าอินโดนีเซีย แต่ภาระในส่วนนี้เป็นภาระของหน่วยงานจัดเก็บภาษี ไม่ใช่หน้าที่ของธนาคารกลาง เพราะจะทำให้นโยบายบิดเบือนและอาจจะเกิดปัญหาได้ อย่างไรก็ตามขอแนะนำว่าการลดหนี้สาธารณะนั้นทำได้ 2 วิธี คือ ลดตัวหนี้จริงกับลดทางบัญชี
“ข่าวในช่วงนี้ที่คุณกิตติรัตน์ออกมาพูดนั้น คงทำให้นักบัญชีอย่างคุณธีระชัย ซึ่งเป็นหลักบัญชีเก่าที่ผ่านงานการตรวจสอบมามากไม่สบายใจ เพราะหลักบัญชีมันต้องโปร่งใส เชื่อถือได้ คงไม่อยากให้มีการแต่งบัญชีขึ้นมา ในเรื่องที่รัฐจะทำอาจจะสร้างความไม่สบายใจกับหลักการทำงานของคุณธีระชัยก็เป็นได้” นายประสาร กล่าว







