
ยกพล (ปลาทับทิม)ขึ้นบกสูตรเลี้ยงแบบใหม่ รายได้งาม
มีโอกาสไปดูการเลี้ยงปลาทับทิมรูปแบบใหม่ของเกษตรกรตัวจริง เสียงจริง
มีโอกาสไปดูการเลี้ยงปลาทับทิมรูปแบบใหม่ของเกษตรกรตัวจริง เสียงจริง
โดย..สมชาย บุญเหลือ
คุณวิฑูร สุนทรเสณี เจ้าของบางปะกงฟาร์ม ฟาร์มปลาทับทิมขนาดใหญ่ ใน อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ต้องบอกว่าตื่นตาตื่นใจกับการนำวิวัฒนาการใหม่มาประยุคใช้กับอาชีพการเลี้ยงปลาได้อย่างลงตัว
เดิมทีเขาเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังที่ปล่อยให้ลอยอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง นับสิบนับร้อยกระชัง ถึงเวลาก็ปล่อยพันธุ์ปลาลงในกระชัง ให้อาหารตามเวลาที่กำหนด แรกๆ ก็ได้ผลดี ปลาที่เลี้ยงโตวันโตคืน เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เนื่องจากปลาที่เลี้ยงในแม่น้ำที่มีน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาเนื้อจะอร่อย รสชาติดี ไร้กลิ่นโคลน เข้าปากลงท้องครั้งใดก็ต้องยกนิ้วให้
แต่ระยะหลังกระชังปลาของคุณวิฑูรเริ่มมีปัญหา แม่น้ำบางปะกงไม่ใสสะอาดเหมือนสมัยก่อนโน้น ไหนจะสารเคมีจากโรงงานมักง่ายที่ปล่อยน้ำเสียลงอย่างไม่เกรงใจ
ไหนจะขยะ ไหนจะผลกระทบเวลาน้ำทะเลหนุน ปัญหาร้อยแปดล้วนทำให้ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำเปลี่ยนไป ควบคุมไม่ได้ส่งผลต่อปลาที่เลี้ยงในกระชังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และจากปัญหาของแม่น้ำบางปะกงเปลี่ยนไปนี้เอง ทำให้คุณวิฑูรต้องเปลี่ยนวิธีเลี้ยงใหม่ คือยกพล (ปลา) ขึ้นบก พูดง่ายๆ คือ ยกกระชังปลาทับทิมจากแม่น้ำบางปะกงมาเลี้ยงบนบกนั่นเอง
นับเป็นการปฏิวัติความคิดของคุณวิฑูรครั้งสำคัญจะทำอย่างไรปลาทับทิมโตจะต้องไม่มีกลิ่นโคลนอย่างเด็ดขาด เหมือนกับเลี้ยงในแม่น้ำอย่างไงอย่างงั้น
ความจริงแล้วคุณวิฑูรเริ่มเลี้ยงปลาทับทิมอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2540 กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ เริ่มแรกเลี้ยง 5 กระชัง ต่อมาเพิ่มเป็น 10 กระชัง ก่อนขยายเป็น 400 กระชัง เลี้ยงได้เท่าไหร่ซีพีเอฟจะซื้อคืนทั้งหมด ระหว่างการเลี้ยงจะมีนักวิชาการของซีพีให้คำแนะนำตลอดเวลาเหมือนกับการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น
อย่างที่บอกวิกฤตที่เกิดจากน้ำในแม่น้ำบางปะกง เริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2547 วิกฤตชนิดที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อาศัยในแม่น้ำตายหมด รวมถึงปลาที่เขาเลี้ยงในกระชัง จากปลามากกว่า 2 แสนตัว เหลือประมาณ 1,000 ตัวเท่านั้น ทำให้เขาขาดทุนเกือบ 10 ล้านบาท จนต้องหยุดเลี้ยง เพื่อมาทบทวนตัวเองว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร
จนกระทั่งปี 2550 ทางซีพีเอฟได้นำเสนอเทคโนโลยีการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังในบ่อดิน และเลี้ยงตามโปรแกรมของ “ซีพีเอฟ เทอร์โบ โปรแกรม” ทำให้เขาสนใจ กลับมาเลี้ยงปลาทับทิมอีกครั้ง หลังจากไปศึกษาดูงานมาหลายแห่ง และใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาประยุคใช้ควบคู่ไปด้วย
โดยแบ่งพื้นที่ขุดเป็นบ่อเลี้ยงปลา 3 บ่อ และบ่อปรับปรุงคุณภาพน้ำอีก 1 บ่อ มีพื้นที่รวม 20 ไร่ จากนั้นได้ย้ายกระชังที่เคยเลี้ยงอยู่ในแม่น้ำขึ้นมาเลี้ยงในบ่อจำนวน 200 กระชัง มีระบบการจัดการคุณภาพน้ำที่ดี เพื่อทำให้ปลาทับทิมมีการเจริญเติบโตที่ดี เวลาเกือบ 5 ปีที่เปลี่ยนมาเป็นระบบนี้ก็ประสบความสำเร็จมาตลอด
ปัจจุบันบางปะกงฟาร์มได้พัฒนาระบบการอนุบาลปลาทับทิมรุ่น เพื่อให้ลูกปลามีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็งแรงมากขึ้น ก่อนนำไปลงเลี้ยงในกระชังเป็นปลารุ่นต่อไป
จากเดิมปล่อยปลาทับทิมที่ขนาด 30 กรัมต่อตัว ก็เปลี่ยนเป็นปล่อยปลาทับทิมที่ขนาด 100 กรัม ทำให้สามารถลดระยะเวลาการเลี้ยงจากที่เคยใช้เวลาเลี้ยง 5 เดือน ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 3 เดือน ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มจาก 20 ตันต่อเดือน เป็น 40 ตันต่อเดือน ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 แสนบาทต่อเดือน
ทุกวันนี้บางปะกงฟาร์มไม่ใช่เลี้ยงปลาทับทิมขายอย่างเดียว ยังเลี้ยงปลารุ่นเพื่อขายลูกพันธุ์ให้กับผู้เลี้ยงในภาคตะวันออกและใกล้เคียงอีกด้วย จากนั้นภายในฟาร์มยังเป็นแปลงปลูกพืชผักมากมาย เรียกว่าใช้พื้นที่จนคุ้ม
พื้นที่บางส่วนได้พัฒนาเป็นรีสอร์ตให้คนมาพักผ่อน มีร้านอาหาร และในอนาคตจะทำเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดงานด้านวิชาการให้คนที่สนใจอีกด้วย และนี่คือตัวอย่างของคนสู้ชีวิต ที่ไม่ยอมจำนนต่อธรรมชาติ ยกนิ้วให้ครับ !!!







