
ศก.ไทยไปโลดแม้ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล.
สัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกภาคธุรกิจเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการพิจารณาคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเตรียมแผนรองรับผลที่จะตามมากันอย่างเคร่งเครียด ซึ่งผลออกมาปรากฏว่าศาลฎีกามีมติ 8 ต่อ 1 เสียง ให้ยึดทรัพย์จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมดที่อายัดไว้ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ได้มาโดยมิชอบขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้คืนเงิน 3.2 หมื่นล้านบาทคืน พ.ต.ท.ทักษิณ
สำหรับเงินก้อนที่ถูกยึด นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า จะนำเข้าสมทบเงินคงคลัง โดยจะรวมไว้ในส่วนเงินรายได้ภาครัฐเช่นเดียวกับการจัดเก็บรายได้อื่นๆ
ขณะที่ทางกรมสรรพากรเตรียมเดินหน้าอายัดเงินภาษีค้างจ่ายจากการขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 1.21.4 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะมีเงินเหลือคืนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ประมาณ 6,0008,000 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้ยังต้องติดตามกันต่อไป
ธนาคารไทยพาณิชย์ออกแถลงการณ์หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า ในฐานะผู้ดูแลบัญชีเงินฝากและหน่วยลงทุนที่เกี่ยวข้องส่วนหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขอเรียนว่าธนาคารจะยึดถือและปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีขั้นตอนคือ ธนาคารต้องได้รับหมายบังคับคดีเป็นทางการจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ หลังจากนั้นจึงปฏิบัติตามคำสั่งในหมายบังคับคดีสำหรับเงินฝากส่วนที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ในการดำเนินการนำส่งเงินที่จะเกิดขึ้นตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ธนาคารขอเรียนยืนยันว่า จะไม่มีผลกระทบต่อสถานะทางการเงิน หรือฐานะสภาพคล่องของธนาคาร และจะไม่ส่งผลให้ธนาคารอยู่ในสถานะเสี่ยงแต่อย่างใด และไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคาร
ขณะที่ธนาคารกรุงเทพ นครหลวงไทย กสิกรไทย และธนาคารอื่นๆ ต่างแจ้งว่าพร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล และพร้อมจะคืนเงินบางส่วนตามที่ศาลสั่งให้หน่วยงานที่เคยเป็นผู้ขออายัดบัญชีมาถอนคำสั่งอายัด ซึ่งเมื่อมีหนังสือมาแล้วธนาคารก็จะเลิกทำการอายัด แล้วหลังจากนั้นก็เป็นสิทธิของผู้ฝากที่สามารถมาถอนเงินออกไป ขั้นตอนการถอนเงินหลังจากนั้นถือเป็นขั้นตอนปกติ แต่กระบวนการยกเลิกการอายัดต้องทำให้เร็ว เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของเงิน
ด้านสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2552 ว่า โตขึ้นเป็นบวกครั้งแรกในรอบปี ในระดับ 5.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 4.3%
จากตัวเลขของ สศช. ที่ออกมาทำให้ นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมทบทวนคาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ในช่วง 8 ไตรมาสข้างหน้า หลังจาก สศช. ประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ของปี 2552 สูงกว่าที่คาดการณ์มาก
ขณะที่นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จากตัวเลขของ สศช. ทาง สศค. จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยสำหรับปี 2553 ในวันที่ 29 มี.ค. 2553 ต่อไป ส่วนเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2553 นี้ จะขยายตัวสูงกว่า 5.8% ต่อปี หากการเมืองมีเสถียรภาพ โดยในเดือน ม.ค. 2553 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจน จาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ การส่งออกที่ขยายตัวสูง กว่า 30.8% ต่อปี และการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัว โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น ส่วนตัวเลขนักท่องเที่ยวก็ยังอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจไม่ต่ออายุมาตรการภาษีกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ 3 รายการ ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 28 มี.ค. 2553 ประกอบด้วย มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน จาก 2% เหลือ 0.01% การลดค่าธรรมเนียมจดจำนอง จาก 1% เหลือ 0.01% และการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ จาก 3.3% เหลือ 0.11% และยกเลิกมาตรการใช้นำฟรี โดยให้ต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพในส่วนของค่าไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี และรถไฟชั้น 3 ฟรี ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือน มี.ค.นี้ เป็นสิ้นสุดในเดือน มิ.ย. ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ดักคอผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ว่าหากขึ้นราคาละก็โดนดีแน่ เพราะตอนที่ลดค่าธรรมเนียม 3 รายการให้ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการก็ไม่ได้ลดราคาอสังหาริมทรัพย์ให้กับประชาชน
อีกหนึ่งคดีที่น่าสนใจคือ ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องบริษัท จาโก้ เรียกร้องค่าเสียหายกว่า 2,500 ล้านบาท จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ไม่ได้ดำเนินการสลากออนไลน์ เพราะสัญญาไม่สมบูรณ์ เป็นอันว่าสำนักงานสลากฯ ไม่ต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าว แต่ก็ยังเหลืออีกหนึ่งคดี คือ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเท็ค ดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการไม่ดำเนินการสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ที่ต้องเฝ้าติดตามว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
ขณะที่ภาวะตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปว่า ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 721.37 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.99% จาก 700.44 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 69.86% จาก 5.3 หมื่นล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยวันละ 1.8 หมื่นล้านบาท







