
สามารถฯรุกคุมจราจรทางอากาศลาว-พม่า
สามารถฯ สยายปีกลาว-พม่า หวังธุรกิจต่างประเทศโตเท่าตัว ดันรายได้กลุ่มทะลุ 3 หมื่นล้านบาทปี 2556
สามารถฯ สยายปีกลาว-พม่า หวังธุรกิจต่างประเทศโตเท่าตัว ดันรายได้กลุ่มทะลุ 3 หมื่นล้านบาทปี 2556
นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า เป้าหมายของธุรกิจต่างประเทศในปีนี้จะขยายไปยังประเทศลาว และพม่า โดยจะเน้นไปที่การควบคุมการจราจรทางอากาศ จากประสบการณ์ที่ได้เป็นผู้ให้บริการในประเทศกัมพูชาผ่านบริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค หรือแคท มากกว่า 10 ปี
ขณะที่ปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมาก และการเข้าไปในอีก 2 ประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงเปิดประเทศรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)และการที่มีประสบการณ์จากการทำในประเทศเพื่อนบ้านมาก่อน ก็จะช่วยให้การไปเปิดตลาด ทั้ง 2 ประเทศนี้ทำได้ง่ายขึ้น แม้จะเป็นเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยก็ตาม
ทั้งนี้ หากบริษัทสามารถเข้าไปได้ ก็จะเป็นตัวเสริมให้กลุ่มธุรกิจต่างประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 1,500 ล้านบาท และทำให้รายได้รวมที่จะรับรู้ในปีหน้าเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตขึ้นในปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 2.75 หมื่นล้านบาท
สำหรับภาพรวมธุรกิจต่างประเทศปีที่ผ่านมายังเติบโตดีทั้งในส่วนของแคท ที่ยังเหลือสัมปทานอีก 22 ปี และธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เหลือสัมปทานอีก 5 ปี ซึ่งในปีนี้มีแนวโน้มได้โครงการมูลค่า 4,000 ล้านบาท และจะส่งผลให้กลุ่มธุรกิจต่างประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 50%
ส่วนธุรกิจในประเทศที่นอกจากให้ความสำคัญเรื่อง 3จี และไอซีที โซลูชันแล้ว ยังจะปรับการให้บริการของ สามารถ ไอโมบาย เข้าสู่บริการเนื้อหา หรือคอนเทนต์ อย่างเต็มตัว เพราะเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงมาก ทั้งจาก คอนเทนต์ผ่านมือถือ และ คอนเทนต์ด้านบรอดคาสต์ เช่น โมบายทีวี ที่มีแนวโน้มเติบตือย่างก้าวกระโดดจากการที่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เข้ามาทำหน้าที่เต็มรูปแบบ
นายวัฒน์ชัย กล่าวว่า ในปีนี้ตลาดคอนเทนต์จะเติบโตอย่างมาก ซึ่งการที่ไอโมบายทำตลาดในรูปแบบเอ็มวีเอ็นโอ 3จี เอง จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไอโมบายไม่ต้องแบ่งรายได้ให้กับผู้ให้บริการมือถือ และมีรายได้เพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท จากเดิมที่ต้องหัก 50% ส่งผลให้รายได้เหลือเพียง 1,000 ล้านบาทเท่านั้น
การขายเครื่องโทรศัพท์เฮาส์แบรนด์ไอโมบายจะให้ความสำคัญน้อยลง โดยมุ่งทำตลาดเฉพาะกลุ่มที่เน้นโทรศัพท์มือถือราคาถูกแต่เชื่อมต่ออินเทอร์ เน็ตได้ ซึ่งในปีนี้คาดว่าราคาขายต่อเครื่องจะเพิ่มเป็นมากกว่า 2,000 บาท จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 1,800 ล้านบาท และคาดว่าจะมียอดขายเทียบเท่าปีที่ผ่านมาประมาณ 3 ล้านเครื่อง







