
โมบายดีไวซ์เป้าหมายภัยคุกคามปี55
ในปีนี้ภัยคุกคามจะก้าวเข้าสู่โลกอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น เนื่องจากความนิยมในอุปกรณ์ได้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว
ในปีนี้ภัยคุกคามจะก้าวเข้าสู่โลกอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น เนื่องจากความนิยมในอุปกรณ์ได้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ในปีนี้ทุกคนคาดหวังว่าจะเป็นปีที่มีแต่เสียงหัวเราะ เพราะเป็นปี 2555 แต่ก่อนที่จะหัวเราะได้ ก็ต้องสร้างความปลอดภัยให้ตัวเองก่อน ทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงความปลอดภัยในทางข้อมูลส่วนตัวด้วย
ปัจจุบันประเทศไทยยังมีความตระหนักในเรื่องนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ อาจเพราะยังรู้สึกว่าภัยต่างๆ อยู่ห่างไกล ยังเข้าไม่ถึง แต่แท้จริงแล้วเราอาจกำลังถูกเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิด กำลังถูกตามเก็บข้อมูล และรอความคุ้มค่าในการลงมือคุกคามอยู่ก็เป็นได้
โดยเฉพาะในปีนี้ภัยคุกคามจะก้าวเข้าสู่โลกอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น เนื่องจากความนิยมในอุปกรณ์ลักษณะนี้ได้เป็นที่แพร่หลายอย่างยิ่ง ทั้งทั่วโลกและในประเทศไทยที่มียอดขายสมาร์ตโฟนในปีที่ผ่านมากว่า 3 ล้านเครื่อง และแท็บเล็ตตั้งแต่ไอแพด 2 ซัมซุง กาแล็กซี่ เอเซอร์ ไอโคเนีย โมโตโรล่า และอีกหลากหลายแบรนด์ ที่คาดว่ามียอดขายทั้งปีมากกว่า 5 แสนเครื่อง
การใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้จะมาพร้อมกับแอพพลิเคชันต่างๆ มากมาย ที่อำนวยความสะดวกในการใช้งานอย่างยิ่ง รวมไปถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เป็นแหล่งระบุความเป็นตัวตนและข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ และนั่นคือเป้าหมายของอาชญากรคอมพิวเตอร์ จากเดิมที่มองหาคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อีเมล แต่ต่อไปอาชญากรรมจะมุ่งเป้ามาที่อุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น
จากข้อมูลบริษัทด้านความปลอดภัย สิ่งที่เป็นปัจจัยเอื้อให้อุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลายกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักในปีนี้ อันดับแรก คือ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ที่ครองส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 65% ซึ่งในประเทศไทยก็คาดว่าจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน และยิ่งระบบเดียวใช้ทั้งในสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ปริมาณแอพพลิเคชันที่อยู่ในแอนดรอยด์มาร์เก็ตก็มีมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นโอกาสที่ภัยคุกคามอันชั่วร้ายจะฝังตัวอยู่ในแอพพลิเคชัน หรือฝังอยู่ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หากอุปกรณ์ขาดการป้องกันที่เพียงพอก็มีความเป็นไปได้สูง
ยิ่งภัยคุกคามสมัยใหม่จะไม่ใช่ลักษณะของไวรัส หรือเวิร์มอีกแล้ว เพราะเป้าหมายของภัยลักษณะนี้จะเน้นทำลายข้อมูล สร้างความเสียหายให้กับผู้ที่ได้รับเป็นหลัก แต่ต่อไปจะเป็นลักษณะของ ฟิชชิง และโทรจัน ส่วนของฟิชชิง คือ เน้นการล่อลวงให้ผู้ใช้เข้าไปพื้นที่เพื่อหลอกให้ป้อนข้อมูลหรือโอนเงินให้ ส่วนโทรจันจะเป็นการฝังตัวบันทึกข้อมูลไว้ในอุปกรณ์ของผู้ใช้แล้วส่งกลับไปยังผู้ไม่ประสงค์ดี เป็นการดึงข้อมูลส่วนตัวแบบแนบเนียนไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
อันดับต่อมา คือ ระบบไอโอเอสของแอปเปิล ที่มีทั้งไอโฟน ที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% ในตลาดโลก และไอแพดที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงด้วย มีแอพพลิเคชันในแอปเปิล แอพสโตร์ ให้ดาวน์โหลดจำนวนมากเช่นกัน เมื่อนับรวมระบบแอนดรอยด์และไอโอเอสแล้ว ถือเป็นกลุ่มผู้ใช้ขนาดใหญ่ที่มีการบันทึกข้อมูลส่วนตัวไว้ เนื่องจากการจะดาวน์โหลดแอพพลิเคชันใดๆ หรือแม้แต่การเข้าถึงเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ ก็ทำผ่านอุปกรณ์เหล่านี้เป็นส่วนใหญ่
อีกส่วนที่เป็นแรงผลักดันให้อุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นเป้าหมายหลัก คือ การแพร่ หลายของระบบคลาวด์คอมพิวติง ที่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลขนาดใหญ่ไว้บนระบบจัดเก็บข้อมูลกลาง ทั้งในองค์กรสำนักงานและการใช้งานส่วนตัว หากใครยังไม่เคยใช้งานดร็อปบอกซ์ ไอคลาวด์ สามารถลงทะเบียนใช้งานพร้อมพื้นที่จัดเก็บขนาด 5 กิกะไบต์ ฟรี ไม่เสียค่าบริการ ซึ่งด้วยปริมาณนี้สามารถเก็บภาพยนตร์ดีวีดีได้ 1 เรื่องแล้ว แต่หากต้องการมากกว่านั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
แน่นอนว่าการเข้าถึงข้อมูลจุดนี้ไม่น้อยจะทำผ่านอุปกรณ์พกพา และมีโอกาสรั่วไหลของข้อมูลได้มากหากขาดการป้องกันที่ดี โดยบริษัท เทรนด์ ไมโคร ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัย ได้ระบุชัดเจนว่าแอพพลิเคชันบนมือถือมีช่องโหว่ด้านการเขียนโค้ดด้านความปลอดภัยที่อาชญากรสามารถดึงข้อมูลออกมาได้
อย่างไรก็ตาม การป้องกันโดยใช้ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยดูจะเป็นเพียงหนทางหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากปัญหาที่แท้จริงมาจากนิสัยและพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้เอง ตั้งแต่การบันทึกข้อมูลส่วนตัวมากจนเกินไป ยิ่งในเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีการแบ่งปันข้อมูลโดยไม่มีการระวังป้องกัน และยังมีแนวโน้มที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์ให้ผู้ชมในวงกว้างนอกเหนือจากเพื่อนของตน
ขณะที่กลุ่มคนที่ตระหนักถึงความเป็นส่วนตัวจะเป็นคนกลุ่มน้อยเท่านั้น อีกทั้งพฤติกรรมที่ไม่เรียนรู้ความปลอดภัย พร้อมจะปฏิบัติตามคำแนะนำไม่ว่าจริงหรือหลอกลวงในทันที
การนิยมดาวน์โหลดแอพพลิเคชันโดยขาดการตรวจสอบ พร้อมจะใส่ข้อมูลบัตรเครดิตได้แบบง่ายๆ เหล่านี้ทำให้พฤติกรรมของผู้ใช้คือภัยคุกคามที่แท้จริง







