
เปิดแผนพัฒนาที่ดินแสนไร่เจริญ มุ่งเทียบชั้นไซม์ดาร์บี้
...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
หลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจน้ำเมาที่มียอดขายมากกว่าแสนล้านบาทต่อปี เจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ และกลุ่มบริษัท ทีซีซี กรุ๊ป ได้ขยายอาณาจักรเข้าสู่ ธุรกิจอื่นๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ประกัน และธุรกิจการเกษตร ที่ดำเนินการภายใต้กลุ่มบริษัท พรรณธิอร โดยมี
“ประเสริฐ เมฆวัฒนา” เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่“
วิสัยทัศน์ของคุณเจริญ ไม่ใช่แค่ทำธุรกิจการเกษตรเพื่อสร้างรายได้เข้าบริษัทเท่านั้น แต่มองถึงการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้เกษตรกรไทย ด้วยการเกษตรที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน ซึ่งสุดท้ายไม่ใช่แค่บริษัทที่ได้ เกษตรกรและประเทศชาติได้ด้วย” ประเสริฐ กล่าว ถึงที่มาของการดำเนินธุรกิจการเกษตรของกลุ่มทีซีซีทั้งนี้ การขยายธุรกิจการเกษตรของกลุ่มทีซีซี มาจากการที่ เจ้าสัวเจริญ มีที่ดินจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งนำไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ รับผิดชอบโดยบริษัท ทีซีซี แลนด์ ที่ดินอีกส่วนหนึ่งไม่เหมาะที่จะทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ จึงนำมาใช้ในการทำธุรกิจการเกษตร ซึ่งหมายถึงพลังงานทางเลือกด้วย
ประเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มบริษัท พรรณธิอร มีที่ดินสำหรับทำการเกษตรรวมกว่า 1 แสนไร่ในประเทศไทย ไม่นับรวมที่ดินในต่างประเทศ ซึ่งบางส่วนเป็นการสัมปทาน เช่น ในกัมพูชาประมาณ 6.5 หมื่นไร่ สำหรับปลูกปาล์ม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประมาณ 5 หมื่นไร่ ส่วนหนึ่งปลูกกาแฟ เป็นต้น ส่วนจะซื้อเพิ่มอีกหรือไม่ อยู่นอกเหนืออำนาจที่จะตอบได้
สำหรับที่ดินในประเทศ หลักๆ จะปลูกยางพารากว่า 5 หมื่นไร่ นอกจากนี้ยังปลูกอ้อย ข้าว และสวนส้มที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย โดยใช้แบรนด์
“ดอยแก้ว” ถือเป็นสวนส้มที่ ประเสริฐ บอกว่า มีพื้นที่เพาะปลูกกว้างขวางบนเขาแบบมองเห็นสุดลูกหูลูกตากว่า 3,600 ไร่ โดยขณะนี้นอกจากจะสร้างแบรนด์ดอยแก้วแล้ว ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเพิ่มมูลค่าในด้านอื่นๆ ด้วยแนวคิดในการทำธุรกิจการเกษตรของพรรณธิอร คือ การทำแบบครบวงจร ทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีพื้นที่เพาะปลูก มีโรงงานแปรรูป การตลาด ตลอดจนถึงการจัดจำหน่าย ภายใต้วิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจหลัก 4 ข้อ คือ ธุรกิจการเกษตรแบบทันสมัย สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่ค้าและเกษตรกร และสุดท้าย คือความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
“
เป้าหมายของเราคือการเป็นผู้นำในธุรกิจการเกษตรรายหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับ ไซม์ ดาร์บี้ ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก จากประเทศมาเลเซีย” ประเสริฐ กล่าวปัจจุบันกลุ่มบริษัท พรรณธิอร ลงทุนไปแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สำหรับผลิตผลด้านยางพาราและปาล์มน้ำมัน คาดว่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาการสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา
ส่วนการปลูกอ้อย ตอนนี้บริษัทได้เข้าซื้อโรงงานน้ำตาลจำนวน 4 แห่ง ต่อจากรัฐวิสาห กิจ ที่ จ.อุตรดิตถ์, แม่วงก์ จ.กำแพงเพชร, สุพรรณบุรี และชลบุรี และลงทุนสร้างโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ที่ จ.สุโขทัย ทั้งนี้ถือว่าพรรณธิอรเพิ่งเข้ามาเป็นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมน้ำตาล โดยมีส่วนแบ่งไม่เกิน 2% จากตลาดรวมมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทได้จัดตั้งบริษัท เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ เมื่อปี 2551 เพื่อดำเนินการผลิตปุ๋ยเคมี ภายใต้แบรนด์
“ตรามงกุฎ” โดยมีโรงงานผลิตของตัวเองที่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา มีกำลังการผลิตปุ๋ยปั้นเม็ด ปีละกว่า 2.5 แสนตัน และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึง 1 ล้านตัน บนเนื้อที่ 150 ไร่ ริมแม่น้ำป่าสัก ที่ท่าเรือรองรับการขนถ่ายวัตถุดิบจากต่างประเทศ และสามารถจัดส่งผลิตภัณฑ์สู่ตลาดภายนอกได้สะดวกสำหรับปีนี้ บริษัทจะใช้งบราว 100 ล้านบาท ในการบุกตลาดปุ๋ยเคมีในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้น เนื่องจากปีที่แล้วปริมาณการใช้ปุ๋ยลดลง และเน้นใช้เฉพาะปุ๋ยยูเรีย ทำให้ธาตุอาหารในดินไม่เพียงพอ ปีนี้จึงจำเป็นต้องเพิ่มธาตุให้ดินสมดุล ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง รวมถึงปัญหาแมลงศัตรูพืช เชื่อว่าปริมาณการใช้ปุ๋ยจะมีมากขึ้น โดยมีความต้องการใช้ประมาณ 44.5 ล้านตัน จากปีที่แล้วปริมาณการใช้อยู่ที่ 3.8 ล้านตัน
ประเสริฐ กล่าวว่า การมีโรงงานปุ๋ยเป็นของตัวเอง ถือเป็นการต่อยอดการทำธุรกิจเกษตรครบวงจร ให้สมบูรณ์กว่า 90% แล้ว โดยสัดส่วนราว 25% จะใช้สำหรับธุรกิจเกษตรในเครือ ที่เหลือคือการจำหน่ายสู่เกษตรกรรายอื่นๆ ผ่านตัวแทนจำหน่ายกว่า 270 ร้านค้าทั่วประเทศ และอีกส่วนหนึ่งมีทีมขายตรงถึงแปลงเกษตรทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรได้ทดลองใช้สินค้า เป้าหมายของปุ๋ยตรามงกุฎ คือการเป็น 1 ใน 3 ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีของประเทศ
นี่คือแนวรบธุรกิจด้านการเกษตรของเครือทีซีซี กรุ๊ป และกำลังเป็นอาณาจักรแห่งใหม่ที่น่าจับตามองของเจ้าสัว
“เจริญ สิริวัฒนภักดี”






