
ราคาน้ำมันดิบยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยอิหร่าน
สวัสดีครับทุกท่าน การเริ่มต้นของตลาดหุ้นไทยในปี 2555
สวัสดีครับทุกท่าน การเริ่มต้นของตลาดหุ้นไทยในปี 2555
โดย..สุกิจ อุดมศิริกุล
ถือว่าดีมาก ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะทำให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อปัจจัยลบที่ยังคงมีอีกมากในช่วงไตรมาส 1/2555 เนื่องจากอย่างน้อยตลาดหุ้นไทยก็ได้สะท้อนให้เห็นว่า สามารถสะท้อนปัจจัยบวกได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานเดือน ธ.ค. 2554 ที่เพิ่มขึ้นมาก ในขณะเดียวกันนักลงทุนเริ่มคาดหวังมากขึ้นว่า รัฐบาลจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ในส่วนของไทยนั้นตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือน ธ.ค. 2554 ที่เพิ่มขึ้น 3.53% ต่ำกว่าคาดการณ์ ส่งผลให้คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีกในการประชุมเดือนนี้
ด้านราคาน้ำมันดิบเองก็ถือว่ามีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเช่นกันตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. จนถึงปัจจุบัน เพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 3% โดยราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ เคลื่อนไหวบริเวณ 100-103 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวบริเวณ 111-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมีปัจจัยสนับสนุนเดียวกัน คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดการณ์ของสหรัฐ และความหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ซึ่งถือว่าเป็นการยืนยันมุมมองในเชิงบวกต่อราคาน้ำมันดิบและหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ของผมมากขึ้น
นอกจากปัจจัยด้านพื้นฐานที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นแล้วนั้น ผมประเมินว่า ปัจจัยเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตก ทั้งสหรัฐและยุโรปถือว่าเป็นอีกปัจจัยที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 10-15% จากระดับราคาปัจจุบัน เนื่องจากผมประเมินว่าราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวมากนัก พิจารณาได้จากธุรกรรมการเก็งกำไรในตลาดน้ำมันล่วงหน้ายังคงต่ำกว่าในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ที่ลิเบีย
สำหรับสถานการณ์ในอิหร่านนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 2 แนวทาง
1) ประเทศตะวันตกหยุดซื้อน้ำมันจากอิหร่านเพื่อเป็นการตอบโต้การที่อิหร่านมีการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งจะมีผลให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีกเล็กน้อย โดยรัฐมนตรีต่างประเทศยุโรปจะประชุมเพื่อตัดสินในวันที่ 23 ม.ค.นี้ ว่าจะตอบโต้อิหร่านโดยหยุดซื้อน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรลต่อวันหรือไม่ หลังจากประกาศมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะทำหากอิหร่านไม่หยุดโครงการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านมีท่าทีไม่หยุด และยังมีการทดลองอาวุธอีกต่างหากในช่วงปลายเดือน ธ.ค.ถึงต้นเดือน ม.ค. โดยหากประเทศตะวันตกตัดสินใจหยุดนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านก็จะส่งผลอุปทานน้ำมันดิบหายไปประมาณ 6 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งทำให้ชาติตะวันตกต้องซื้อน้ำมันดิบจากประเทศอื่น เช่น ซาอุดีอาระเบีย
2) อิหร่านตอบโตกลับด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกรณีนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อราคาน้ำมันดิบ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย การออกมาตรการกดดันอิหร่านของยุโรป อาจส่งผลให้อิหร่านตัดสินใจตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นช่องทางการส่งออกน้ำมันมีปริมาณรวมกัน 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 20% ของการค้าน้ำมันดิบของโลก เนื่องจากรวมการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบสำคัญ อย่างเช่นซาอุดีอาระเบียและคูเวตด้วย เหตุผลที่คาดว่ากรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากนอกจากจะสร้างผลเสียหายให้กับเศรษฐกิจของอิหร่านเองแล้ว ยังส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตามทาง IEA ได้เตรียมมาตรการป้องกันในกรณีการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยจะนำน้ำมันดิบสำรองออกมาใช้เหมือนกับที่เคยทำในช่วงเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่ลิเบีย ซึ่งประเด็นนี้ผมคิดว่าจะช่วยได้หากภาวะการขาดแคลนเกิดขึ้นในระยะสั้นแต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็จะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กลยุทธ์การลงทุน แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ รวมถึงเหตุการณ์ในอิหร่านส่งผลให้ยังคงแนะนำซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานต่อไป ทั้งนี้เหตุการณ์ในอิหร่านยังเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อกลุ่มปิโตรเคมีอีกด้วย เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญเช่นกัน ดังนั้น สัปดาห์นี้ผมจึงแนะนำซื้อ PTTGC TOP ครับ
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ







