
การบริหารความเสี่ยงทางการเงินส่วนบุคล (Personol Financial Risk Management)
การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง...การเริ่มต้นที่ดีเริ่มด้วยการมีแผนที่ดี...และแผนที่ดีย่อมต้องมีส่วนประกอบของแผนฉุกเฉิน
การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง...การเริ่มต้นที่ดีเริ่มด้วยการมีแผนที่ดี...และแผนที่ดีย่อมต้องมีส่วนประกอบของแผนฉุกเฉิน
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์
นั่นคือแนวคิดการบริหารความเสี่ยงทางการเงินส่วนบุคคล ซึ่งแต่ละคนมีการวางแผนทางการเงินเพื่อวัตถุประสงค์และลำดับความสำคัญที่ต่างกันไป เช่น การวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณอายุ การศึกษาบุตร เพื่อเป็นมรดก เพื่อประโยชน์เรื่องภาษี ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือเพื่อมีเงินก้อนในการลงทุนอื่นๆ เป็นต้น
เครื่องมือที่ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเงินนั้นมีหลากหลายให้เลือก เช่น ตราสารทุน ตราสารหนี้ กองทุนรวม เงินฝากประจำ และแบบประกันชีวิตสะสมทรัพย์ เป็นต้น เครื่องมือทางการเงินเหล่านี้มีผลตอบแทนและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เครื่องมือทางการเงินที่ให้โอกาสในการได้ผลตอบแทนสูงย่อมตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูง ส่วนเครื่องมือทางการเงินที่ให้โอกาสในการได้ผลตอบแทนต่ำกว่าก็ย่อมตามมาด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่า ดังนั้นการเลือกวางแผนทางการเงินที่ดีจึงเป็นการผสมสัดส่วน และจับคู่เครื่องมือทางการเงิน (Mix and Match) เหล่านี้ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละบุคคล
ในส่วนของการประกันชีวิตนั้น นอกจากจะเป็นที่รู้จักดีในวันนี้ว่าเป็นเครื่องมือในการออมแล้ว แต่เดิมนั้นการประกันชีวิตเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงทางการเงินในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้อาจทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนทางการเงินที่วางไว้ได้
อาทิ คุณพ่อมีเป้าหมายจะออมเงินเพื่อการศึกษาบุตรในอีก 12 ปี ข้างหน้าเป็นจำนวนเงินประมาณ 2.88 แสนบาท หากคุณพ่อออมเงินเดือนละ 2,000 บาท ก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้หากมีวินัยเคร่งครัดในการออม หากคุณพ่อต้องการให้แผนนี้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ก็อาจเปิดบัญชีเงินฝากประจำ หากจะยอมเสี่ยงมากขึ้นหน่อยเนื่องจากระยะเวลาในการใช้เงินทุนนี้ยังอีกนาน ก็อาจทยอยลงทุนในกองทุนระยะยาว
อย่างไรก็ดี การทยอยลงทุนนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้คุณพ่อไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้ คือการขาดรายได้ของคุณพ่อเนื่องจากหลากหลายสาเหตุ การเสียชีวิตหรือทุพพลภาพซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีโอกาสเกิดได้กับทุกคน และเป็นสาเหตุที่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยการออมผ่านการประกันชีวิต ระหว่างทางในการออม 2,000 บาทต่อเดือนนั้น หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเงินเอาประกันชีวิตก็ยังเป็นทุนการศึกษาตามที่ตั้งใจ
นอกจากนี้ การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่แพร่หลายในปัจจุบันนั้น ยังประกอบด้วยส่วนผลประโยชน์หลัก 2 ส่วน คือผลประโยชน์ที่จ่ายเมื่อเสียชีวิตและผลประโยชน์ที่จ่ายเมื่อมีชีวิตอยู่ ณ อายุต่างๆ ตามที่ระบุในกรมธรรม์ สัดส่วนของผลประโยชน์ทั้งสอง แตกต่างกันตามแบบและมีให้เลือกมากมาย แล้วแต่ว่าความเสี่ยงส่วนใดเป็นส่วนที่ควรได้รับการจัดการมากกว่ากัน สำหรับท่านที่เป็นกังวลกับความรับผิดชอบของรายจ่ายของครอบครัวหากเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ก็พึงเลือกสัดส่วนผลประโยชน์จ่ายกรณีเสียชีวิตที่สูง ส่วนท่านที่เป็นกังวลกับรายจ่ายในอนาคต หรือยามเกษียณก็อาจจะเลือกสัดส่วนผลประโยชน์จ่ายกรณียังมีชีวิตอยู่ ณ เวลาที่ระบุเป็นหลัก
การบริหารความเสี่ยงทางการเงินส่วนบุคคลผ่านการประกันชีวิตในกรณีต่างๆ
1.กรณีที่เกิดการเจ็บป่วย
การเจ็บไข้ได้ป่วยโดยเฉพาะการเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรงก็ยังอาจจะเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถออมเงินบรรลุเป้าหมายทันเวลาได้เช่นกัน สัญญาประกันชีวิตส่วนใหญ่จึงได้มีสัญญาเพิ่มเติมที่จ่ายผลประโยชน์ในกรณีที่เข้าพักรักษาเป็นผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาล หรือในกรณีที่ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรงตามที่กรมธรรม์กำหนด ซึ่งในกรณีหลังนี้ให้ความยืดหยุ่นในการรักษาว่าไม่จำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น เนื่องจากในปัจจุบันแพทย์ทางเลือกเป็นที่นิยมและย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย หรืออย่างน้อยก็เพื่อเป็นการชดเชยรายได้ที่อาจจะต้องเสียไปในระหว่างที่รักษาตัว (ตารางอย่าง)
(ภาพที่ 2) หากท่านสามารถออมเงินปีละ 5 หมื่นบาท ภายใน 10 ปี น่าจะมีเงินออมถึง 5 แสนบาท แต่ในความจริงเงินออมอาจหมดไปด้วยความเจ็บป่วยเพียงครั้งเดียว ดังนั้นหากท่านสละเงินออมเพียงเล็กน้อยเพื่อเบี้ยสุขภาพ ท่านก็อาจสามารถรักษาเงินออมส่วนใหญ่ไว้ได้ดังฝัน ชำระเบี้ยประกันภัย 5,000 บาทต่อปี เหลือเงินออม 4.5 หมื่นบาท ภายใน 10 ปี อาจเก็บได้ไม่ถึง 5 แสนบาท แต่มี 4.5 แสนบาท
(หมายเหตุ : กรณีค่ารักษาพยาบาลไม่เกินวงเงินคุ้มครอง)
อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคควรศึกษาเงื่อนไข สอบถามตัวแทนประกันชีวิต หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่ท่านไว้วางใจ ในการเลือกซื้อความคุ้มครองที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด เพื่อให้ตรงกับความจำเป็นของท่านไม่มากและไม่น้อยเกินไป
2.กรณีนำเบี้ยประกันชีวิตไปหักลดหย่อนภาษี
เบี้ยประกันชีวิตที่มีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไปบางแบบประกัน สามารถนำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่เกิน 1 แสนบาท ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 172 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2551
3.กรณีคุ้มครองความมั่นคงของครอบครัวในกรณีเสียชีวิต
การมีประกันชีวิตเปรียบเสมือนการมีเกราะคุ้มครองความมั่นคงของครอบครัว จากภาพข้างล่างนี้จะเห็นได้ว่าตลอดช่วงระยะเวลา 20 ปี (เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น) จะมีวงเงินคุ้มครองซึ่งในตัวอย่างนี้ระบุไว้ที่ 1 แสนบาท (การจะมีวงเงินเอาประกันชีวิตเท่าใดที่เหมาะสมนั้น ท่านสามารถปรึกษากับที่ปรึกษาทางการเงินที่ท่านไว้ใจได้) หากเสียชีวิตภายในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทจะรับความเสี่ยงไว้ในพื้นที่ส่วนบน และหากแบบประกันนี้เป็นแบบสะสมทรัพย์ที่มีเงินครบสัญญากรณีมีชีวิตอยู่ จนครบกำหนดสัญญาก็จะได้รับเงินครบสัญญานี้ไปเป็นทุนการศึกษา หรือเกษียณอายุได้ (ภาพที่ 3)
อันที่จริง “การประกัน” คือการรับรอง “ชีวิต” คือความเป็นอยู่ ดังนั้นการมีประกันชีวิตนั้น คือการมีการรับรองความเป็นอยู่ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตแบบเดิมนั้นเอง สิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับการวางแผนทางการเงินที่ดีที่ควรจะต้องมีแผนฉุกเฉินในการรองรับความเสี่ยง เพื่อให้ท่านสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ตามแผนที่วางไว้นั่นเอง







