
คาดน้ำท่วมฉุดผลงานแบงก์ไตรมาส 4
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)
คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2554 ลดลง 29% จากไตรมาส 3 ปี 2554
บล.แห่งนี้คาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเติบโต 3.2% จากไตรมาส 3 ปี 2554 และเพิ่มขึ้น 13.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการใช้สินเชื่อเพื่อลงทุนระยะยาว และสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่ความต้องการสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการส่งออกลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
ทั้งนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) มีการเติบโตของสินเชื่อไตรมาส 4 ปี 2554 แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มธนาคารใหญ่ สำหรับกำไรสุทธิไตรมาส 4 ของกลุ่มคาดว่าจะลดลง 29% จากไตรมาส 3 ปี 2554 และลดลง 2.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 2.48 หมื่นล้านบาท โดยส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) แคบลง 0.15% รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 8% และตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ สูงขึ้น 2%
กำไรสุทธิปี 2555 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 13% แม้ว่าสินเชื่อจะขยายตัวในอัตราที่ลดลงเป็น 8.4% ในปีนี้ แต่กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีการเติบโตของกำไรสุทธิที่มากกว่า คือ 13% เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตสูง และอัตราภาษีรายได้ลดลง ทั้งนี้ในประมาณการมีสมมติฐานสำคัญนอกเหนือจากการเติบโตของสินเชื่อดังกล่าวข้างต้น คือ
ประการแรก NIM แคบลง 0.13%
ประการที่สอง ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่จะสูงขึ้น
ประการที่สาม รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 10.8% และประการที่สี่ อัตราภาษีรายได้นิติบุคคลลดลงเป็น 23%
สำหรับความเสี่ยงหลัก คือ การจ่ายเงินคุ้มครองเงินฝากเพิ่มขึ้น หากทางกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินยอมรับที่จะจ่ายดอกเบี้ยสำหรับหนี้สินที่เกิดจากการช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหาในช่วงวิกฤตปี 2540 แทนกระทรวงการคลัง เราคาดว่าทางธนาคารพาณิชย์อาจต้องจ่ายเงินคุ้มครองเงินฝากให้กับสถาบันรับประกันเงินฝาก (DPA) เพิ่มขึ้นอีก 0.12% (จากปัจจุบัน 0.40% เป็น 0.52%) ของเงินฝาก ซึ่งคาดว่าค่าคุ้มครองเงินฝากในอัตราใหม่จะทำให้
ประการแรก ต้นทุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 0.09%
ประการที่สอง NIM สูงขึ้น 0.07%
ประการที่สาม คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2555 ลดลง 4.6% ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิปี 2555 จะลดลงเหลือ 8.1% จากปัจจุบันที่ 13.4%
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ยังคงให้ BBL และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นหุ้น แนะนำให้ลงทุนสูงสุด ทั้งนี้ยังคงชอบธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เพราะมีงบดุลแข็งแรง รองรับความเสี่ยงจาก NPL ที่จะเพิ่มขึ้นได้ สำหรับ BBL มีจุดเด่นเรื่องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้ารายใหญ่ งบดุลแข็งแรง และมีสำรองหนี้ (NPL Coverage Ratio) สูงที่สุดในกลุ่ม
ด้าน KBANK เป็นผู้นำในธุรกิจ SME คุณภาพสินทรัพย์ดีมาก โดยมี NPL Ratio ต่ำที่สุดในระบบ และรายได้ค่าธรรมเนียมขยายตัวแข็งแกร่ง
ส่วนธนาคารกรุงไทย (KTB) เป็นธนาคารที่ได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายของภาครัฐ และนอกจากแนะนำซื้อ BBL และ KBANK ที่เป็นหุ้น แนะนำสูงสุดแล้ว ยังแนะนำซื้อ KTB และ SCB ด้วย ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) แนะนำถือ
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมออกตั๋วแลกเงิน (B/E) อีก 0.35% จ่ายดอกเบี้ยให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)
ธปท.อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการออกตั๋ว B/E กับธนาคาร ในอัตรา 0.35% ของยอดคงค้างปัจจุบันที่มีอยู่ราว 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าราว 7,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับเงินได้ที่ ธปท.จะขอให้ธนาคารนำรายได้จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีนิติบุคคลที่ภาครัฐจะปรับลดให้จากเดิม 30% เหลือ 23% เพื่อส่งให้กับ FIDF รวมมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมจากการออก B/E ดังกล่าวข้างต้น ผนวกกับค่าธรรมเนียมเงินฝากที่ปัจจุบันธนาคารนำส่งเงินสมทบให้กับ DPA (สถาบันคุ้มครองเงินฝาก) ในอัตรา 0.35% มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท (ยอดนำส่งทั้งหมดคือ 0.40% แต่จะโอนไปให้ ธปท. เท่ากับ 0.35%) จะคิดเป็นยอดรวมทั้งสิ้นราว 4.54.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมกับดอกเบี้ยจ่ายที่กระทรวงการคลังต้องจ่ายให้กับ FIDF ในแต่ละปี
ทั้งนี้ ธปท.จะนำประเด็นดังกล่าวหารือกับสถาบันการเงินในวันที่ 12 ม.ค. 2554 นี้ หากเป็นจริง การเก็บค่าธรรมเนียม 0.35% ของ B/E จะกระทบกำไรกลุ่มเพิ่มอีก 2% แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นการเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมเพิ่มจากการออกตั๋ว B/E ของธนาคารในอัตรา 0.35% ของยอดคงค้าง แต่จากความเป็นไปได้ในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวกับแนวโน้มการเรียกเก็บเงินจากธนาคารเพิ่มเติมอีกราว 0.14% จากเดิมที่นำส่งให้กับ DPA ในอัตรา 0.4% ซึ่งหากออกมาเป็นหลักเกณฑ์แล้ว คาดว่าธนาคารต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะกระทบต่อกำไรกลุ่มปี 2555 ให้ลดลงจากประมาณการปัจจุบันที่ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส คาดดังนี้
ประการแรก ค่าธรรมเนียมเพิ่มจากการออกตั๋ว B/E ของธนาคาร 10 แห่ง ที่ศึกษาจะคิดเป็นค่าใช้จ่ายรวม 3,390 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2555
ประการที่สอง เงินนำส่งเพิ่มเติมให้กับ ธปท. ซึ่งหากอิงกับฐานภาษีของธนาคารแต่ละแห่งสามารถประหยัดได้ จะคิดเป็นมูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.5% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2555 ซึ่งเมื่อรวมผลกระทบทั้งสองกรณีจะส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นราว 0.2% ของยอดเงินฝากคงค้างรวม และส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2555 ลดลงทั้งสิ้นราว 7.6% จากเดิม โดยรวมแล้วจึงคาดว่าผลกระทบสุทธิต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2555 จะลดลงเหลือราว 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเดิมที่ประเมินไว้ถึง 15.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ธนาคารที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดเรียงตามลำดับ คือ TCAP ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHBANK) TISCO และธนาคารทหารไทย (TMB ) เนื่องจากมีการพึ่งพาฐานเงินทุนจากการออกตั๋ว B/E ในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่ม
ส่วน TMB ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบจากการที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแต่เดิมอยู่แล้ว ขณะที่ธนาคารที่เหลืออื่นๆ จะได้รับผลกระทบขั้นต่ำราว 5-10% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2555 เดิมที่คาด
บล.เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักลงทุนเพียงเท่าตลาด เน้นลงทุนเมื่ออ่อนตัวเพื่อลดความเสี่ยงช่วงสั้นและยังคงน้ำหนักเท่ากับตลาดในหุ้นกลุ่มธนาคาร เพื่อสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิของกลุ่มในปี 2555 ในระดับที่ใกล้เคียงอัตราเติบโตกำไรต่อหุ้น (EPS Growth ) ของตลาด โดยฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างการรอความชัดเจนของข้อมูลเพื่อทำการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2555 ในภายหลัง โดยกลยุทธ์การลงทุนในขณะนี้ยังเน้นให้รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว หรือเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อยจากประเด็นข่าวนี้ อาทิ BBL SCB และ KBANK







