
บินโลว์คอสต์เปิดศึกเพิ่มเที่ยวบินสวนกำลังซื้อ
โอเรียนท์ไทยฯชี้สงครามโลว์คอสต์ระเบิดรอบใหม่ ผู้ประกอบการแข่งเพิ่มเที่ยวบินสวนทางกำลังซื้อ
โอเรียนท์ไทยฯชี้สงครามโลว์คอสต์ระเบิดรอบใหม่ ผู้ประกอบการแข่งเพิ่มเที่ยวบินสวนทางกำลังซื้อ
นายอุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานที่ปรึกษา บริษัท โอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ ผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์ ) โอเรียนท์ ไทย แอร์ไลน์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินในปีนี้ โดยเฉพาะกลุ่มโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ จะมีความรุนแรงอีกครั้งด้านสงครามราคา เนื่องจากสายการบิน อย่าง ไทยแอร์ เอเชีย นกแอร์ ฯลฯ ได้เพิ่มเครื่องบินที่ให้บริการจำนวนมาก รวมถึงการเปิดเสรีน่านฟ้า ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเตรียมเปิดบริการอีกหลายสายการบิน
ทั้งนี้การเปิดเที่ยวบินดังกล่าว ได้สวนทางกับกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวคนไทยที่รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 50 ปี ส่งผลให้การเดินทางโดยสารเครื่องบินปีนี้เติบโตคงที่ ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มการเดินทางระยะไกล แถบยุโรป อเมริกามีแนวโน้มการเดินทางลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ
ในส่วนของผู้ประกอบการสายการบิน จะเน้นการลดราคาตั๋วโดยสาร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง โดยปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการจองตั๋วโดยสารโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ ใกล้วันเดินทางราคาจะไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับกลยุทธ์การตั้งราคาที่ผ่านมา สะท้อนได้ว่าความต้องการขายมีมากกว่าความต้องการซื้อ
“การแข่งขันตลาดในประเทศปีนี้จะดุเดือดอีกระลอก สายการบินจะกระหน่ำลดราคาสวนทางกับราคาน้ำมันในตลาดโลก การเปิดไทย สไมล์จะทำให้สงครามราคากลับมาอีกครั้ง”นายอุดม กล่าว
ด้านบริษัทได้ปรับกลยุทธ์การตลาด โดยเปิดเส้นทางการบินไปยังต่างประเทศ ในรูปแบบการเช่าเหมาลำ(ชาร์เตอร์ไฟลต์) กรุงเทพ-เกาหลี และเที่ยวบินประจำ กรุงเทพ-คุหมิง กรุงเทพ-กว่างโจว และกรุงเทพ-พม่า โดยจะทยอยเปิดให้บริการหลังเทศกาลตรุษจีนเป็นต้นไป แทนการเพิ่มเที่ยวบินและเปิดเส้นทางใหม่ในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งบริษัทเตรียมทยอยเปลี่ยนเครื่องบินจาก เอ็มดี เป็นเครื่องโบอิ้ง 737 และ 747 เพื่อปรับภาพลักษณ์การบริการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร รวมถึงการเพิ่มการบริการที่ดีให้กับผู้โดยสาร ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าขนผู้โดยสารประมาณ 2 ล้านคน
บริษัทเตรียมทยอยเปลี่ยนเครื่องบินจาก เอ็มดี เป็นเครื่องโบอิ้ง 737 และ 747 เพื่อปรับภาพลักษณ์การบริการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร รวมถึงการเพิ่มการบริการที่ดีให้กับผู้โดยสาร ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าขนผู้โดยสารประมาณ 2 ล้านคน
นายอุดม กล่าวว่า การเปิดเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากตลาดประเทศจีนเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และชื่นชอบการเดินทางมาเที่ยวไทย ถ้าไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเชื่อว่าปีนี้คนจีนจะเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยจำนวนมาก







