
‘นิสสัน’เร่งผลิตเต็มสูบ
หลังโรงงานกลับมาผลิต100% คาดปี’55ตลาดรถแตะ1ล.คัน
หลังโรงงานกลับมาผลิต100% คาดปี’55ตลาดรถแตะ1ล.คัน
นิสสัน เร่งเครื่องผลิตชดเชยยอดหายช่วงน้ำท่วม หลังสิ้น ธ.ค.นี้ โรงงานผลิตได้ 100% หวังปิดยอดทะลุ 7 หมื่นคัน
นายประพัฒน์ เชยชม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส การตลาดและการขาย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า โรงงานผลิตรถยนต์ของนิสสันที่ถนนบางนาตราด พร้อมจะกลับมาเดินเครื่องผลิต 100% ในช่วงหลังสิ้นเดือน ธ.ค. 2554 ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์แห่งนี้สามารถกลับมาผลิตรถยนต์ที่ระดับเฉลี่ย 1.8 หมื่นคันต่อเดือน ได้อีกครั้งหลังได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม
ทั้งนี้ หลังจากที่โรงงานกลับมาเดินได้เต็มทั้งระบบ บริษัทจะเดินหน้าผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยความต้องการของลูกค้าอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะสามารถชดเชยผลกระทบของตลาด ที่ในเบื้องต้นคาดการณ์ว่ายอดผลิตรถยนต์จะหายไป 1 หมื่นคัน จากเป้าหมายการขายในปีงบประมาณนี้ที่คาดการณ์ที่ 7.65 หมื่นคัน ก็คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
“เราพยายามทำให้ยอดจำหน่ายกลับมาให้เร็วที่สุด เบื้องต้นมีการยืนยันตัวเลขการผลิตถึงสิ้นปีงบประมาณนี้ในเดือน มี.ค. 2555 ที่ไม่น้อยกว่า 7 หมื่นคัน ซึ่งหากทำได้ตามนั้น นิสสันจะโตประมาณ 10% จากยอดขาย 6.488 หมื่นคัน ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดรวมคาดว่าไม่โต” นายประพัฒน์ กล่าว
สำหรับสถานการณ์ของนิสสัน โดยเฉพาะรถยนต์กลุ่มอีโคคาร์ มียอดค้างส่งมอบหรือแบ็กออร์เดอร์ค่อนข้างสูง โดยนิสสัน มาร์ช มีแบ็กออร์เดอร์อยู่ที่ 23 เดือนแล้วแต่รุ่น ขณะที่นิสสัน อัลเมร่า ที่เพิ่งเปิดตัวและมียอดจองไปกว่า 1.5 หมื่นคัน ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็จะต้องกลับมาเร่งผลิตอย่างเต็มที่
นายประพัฒน์ กล่าวถึงภาพรวมการแข่งขันของตลาดอีโคคาร์ว่า แม้จะมีผู้ประกอบการอีก 2 รายที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วงต้นปี 2555 แต่เชื่อว่าจะไม่แย่งตลาดกันเอง ในทางกลับกัน น่าจะทำให้ตลาดอีโคคาร์ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ารถยนต์ในกลุ่มนี้จะมียอดขายเกิน 1 แสนคัน หลังเปิดตัว 3 ปี
ขณะเดียวกันนโยบายรถคันแรกจะเริ่มเห็นผลในปี 2555 และถือว่าเป็นโครงการที่จะผลักดันให้ลูกค้ามาซื้อรถยนต์มากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขกลุ่มลูกค้าของนิสสันที่ซื้อรถคันแรกเพิ่มสัดส่วนเป็นกว่า 50% จากเดิมที่อยู่ราว 20% เท่านั้น
ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2555 ตลาดรถยนต์เมืองไทยจะมียอดจำหน่ายไม่น้อยกว่า 1 ล้านคัน ประเมินว่าแนวโน้มที่ตลาดรถยนต์ปีหน้าจะกลับมาเติบโตอย่างรุนแรงอีกครั้งมีความเป็นไปได้สูง หลังจากกำลังซื้อที่ชะลอไปจากการส่งมอบรถยนต์ในปีนี้ไม่ได้ประมาณ 1.5 แสนคัน และโครงการรถยนต์คันแรก







