
แผนตั้งการ์ดรับปัจจัยเสี่ยง กระทบท่องเที่ยวปีมังกร
“ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งกับกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไป การมีบริการที่ดี ภาพลักษณ์แบรนด์ไทยเนส
“ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งกับกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไป การมีบริการที่ดี ภาพลักษณ์แบรนด์ไทยเนส
รวมถึงเป็นประเทศที่มี ความคุ้มค่าเงิน ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวปีหน้ามีแนวโน้มการเติบโตที่ดี” ภาพสะท้อนมุมมองการท่องเที่ยวไทยของ สุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หัวเรือใหญ่ผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ฉายภาพให้ฟังว่า ในปีหน้าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลกในแถบยุโรปและอเมริกามีสัญญาณความรุนแรงขึ้น รวมถึงการปรับราคาค่าธรรมเนียมการเดินทาง เพื่อร่วมรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมของหลายประเทศในกลุ่มยุโรป ทำให้ตั๋วโดยสารเครื่องบินมีราคาสูงขึ้น อีกทั้งประเทศใกล้เคียงไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสดใหม่อย่างพม่า จูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เปลี่ยนเส้นทางจากไทยไปแหล่งท่องเที่ยวอื่น
ทั้งนี้ ททท.ได้แบ่งกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีใน 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มตลาดที่มีอนาคตสดใส เช่น จีน อินเดีย เกาหลี รัสเซีย ออสเตรเลีย 2.กลุ่มตลาดใหม่ที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดใน 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มประเทศในอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กลุ่มประเทศตะวันออกกลางอย่างอิหร่าน คูเวต ยูเออี และกลุ่มยุโรปตะวันออก เช่น สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี โปแลนด์ และ 3 กลุ่มตลาดหลัก ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ยุโรป เป็นต้น ส่วนตลาดที่มีแนวโน้มเดินทางท่องเที่ยวลดลงเนื่อง จากได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำอย่างหนัก เช่น อิตาลี สเปน กรีซ โปรตุเกส
การแบ่งกลุ่มตลาดดังกล่าว เพื่อนำมาปรับแผนกลยุทธ์การทำตลาดให้สอดรับกับความต้องการในแต่ละตลาด รวมถึงการใช้งบประมาณการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละกลุ่มตลาด
สุรพล กล่าวว่า ด้านปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับ ตลาดในประเทศมี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ช่วงไตรมาสแรกคนไทยมีแนวโน้มการเดินทางลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย คนไทยยังอยู่ในช่วงการซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วม 2.ปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้คนไทยขับรถยนต์ส่วนตัวเดินทางท่องเที่ยวลดลง และ 3.กระแสข่าวลือที่จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกครั้ง ส่งผลให้คนไทยระมัดระวังการใช้จ่ายและอดออมเพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น
ททท.ประเมินว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดในประเทศจะฟื้นตัวได้ช่วงไตรมาส 2 เพราะได้รับอานิสงส์จากมาตรการฟื้นฟูด้านต่างๆ ของรัฐบาล การว่าจ้างแรงงานและการปรับรายได้ขั้นต่ำวุฒิปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน การขยายวันหยุดยาวต่อเนื่อง กระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศตลอดทั้งปี
ทั้งนี้ ททท.ได้จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงรองรับการดำเนินงานกรณีเกิดวิกฤต โดยแบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะแรก ก่อนเกิดเหตุการณ์ เน้นการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ต่างๆ การสร้างเครือข่ายผ่านการสื่อสารครบวงจร เพื่อการทำความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจน
ระยะที่สอง ระหว่างเกิดเหตุการณ์ การปฏิบัติ งานผ่านศูนย์ปฏิบัติการวางแผนการท่องเที่ยวและศูนย์ปฏิบัติการในภาวะวิกฤต (ศวก.) จะดำเนินการสื่อสารข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน ประมวลข้อเท็จจริงนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวผ่านสำนักงาน ททท.ในประเทศทั้ง 35 สำนักงาน และสำนักงาน ททท.ต่างประเทศ จำนวน 27 แห่งทั่วโลก
ระยะที่สาม ภายหลังเกิดเหตุการณ์ เน้นการประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนพร้อมประเมินสถานการณ์ร่วมกัน การหารือเพื่อหาแนวทางการฟื้นฟูและเยียวยา แผนการตลาดสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติกลับสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
“ททท.ได้เตรียมแผนรองรับการแก้ไขวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเรื่อง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิกฤตทางการเมืองในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้กระแสการเดินทางท่องเที่ยวมาประเทศไทยยังต่อเนื่องต่อไปได้ ไม่หยุดชะงักลงทั้งหมด” สุรพล กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะเอื้อให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้หรือไม่นั้น ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะด้านการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก ด้านคมนาคม ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐสามารถลงมือทำได้ทันที เช่น การปรับปรุงระบบการขนส่งแอร์พอร์ตลิงก์ให้เป็นระบบการขนส่งที่ดี เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมเดินทางด้วยตัวเองเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
นอกจากนี้ ควรปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เช่น ป้ายบอกทางแหล่งท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเอง โดยเบื้องต้นต้องการให้เร่งสร้างป้ายใน 3 ภาษาหลัก ได้แก่ อังกฤษ จีน และรัสเซีย เป็นต้น
“หลักในการบริหารจัดการให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมีความน่าสนใจและเป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยว ควรมีใน 4 เรื่องหลัก คือ สะดวก สะอาด ปลอดภัย ได้เอกลักษณ์ หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยวสามารถปรับแนวทางการทำงานให้เข้ากรอบใน 4 เรื่องดังกล่าว เชื่อว่า การพัฒนางานด้านท่องเที่ยวจะมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น” สุรพล กล่าว
ในส่วนของเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2555 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยประมาณ 19.5 ล้านคน รายได้ 7.6 แสนล้านบาท ตลาดนักท่องเที่ยวคนไทย 107 ล้านคนต่อครั้ง รายได้ 4.4 แสนล้านบาท โดยประเมินจากฐานตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางในประเทศไทยปีนี้ คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทย 18.6 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 7 แสนล้านบาท คนไทยเดินทาง 98 ล้านคนต่อครั้ง รายได้ 4.2 แสนล้านบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) ทำให้สูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4 แสนคน สูญรายได้ 1.6 หมื่นล้านบาท คนไทยชะลอการเดินทาง 6 ล้านคนต่อครั้งสูญรายได้ 1.3 หมื่นล้านบาท
สุรพล กล่าวว่า ในปีหน้า ททท.ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอีคอมเมิร์ซและโชเชียลเน็ตเวิร์ก ผ่านเครือข่ายไอโฟน แอพพลิเคชันระบบต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมามีเว็บไซต์ อะเมซิ่งไทยแลนด์ ให้กับนักท่องเที่ยว ช่องทางดังกล่าวทำให้การสื่อสารการตลาดสามารถรับรู้ได้ในวงกว้างและตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์และแบรนด์สินค้าประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ผู้ที่อยู่ในวงการท่องเที่ยวต่างมีความหวังว่าปีมังกรที่จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า จะเป็นปีที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสามารถรอดพ้นกับทุกวิกฤตที่จะเข้ามาปะทะได้ หรือให้ได้รับความสูญเสียน้อยที่สุด เพื่อให้เป็นอีกปีที่ประเทศไทยมี ความแข็งแกร่งด้านการท่องเที่ยวดียิ่งขึ้น สามารถโกยรายได้และนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพเข้าประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ







