
2555 ปีแห่งการแก้ไข
ปี2554 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปในอีกไม่กี่วัน นับว่าเป็นปีที่ “อ่วม” เอาการจากภัยพิบัติด้านเศรษฐกิจและธรรมชาติ
ปี2554 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปในอีกไม่กี่วัน นับว่าเป็นปีที่ “อ่วม” เอาการจากภัยพิบัติด้านเศรษฐกิจและธรรมชาติ
โดย...รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ที่ทำเอาทั้งโลกปั่นป่วนไปหมด ซึ่งในยุคที่สังคมไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเกิดเหตุที่ใดมักเชื่อมโยงส่งผลต่อเนื่องไปถึงที่อื่นๆ ทำนอง “เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว” แค่อุทกภัยที่เกิดในบ้านเรา ไม่เพียงสร้างความเสียหายในประเทศเท่านั้น ยังกระเทือนไปถึงกระบวนการผลิต การค้า และผลการดำเนินงานของบริษัท ตลอดจนเศรษฐกิจในประเทศอื่น
อย่างไรก็ตาม วิกฤตน้ำท่วมในบ้านเรานับว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับภัยแผ่นดินไหว สึนามิ และวิกฤตนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าในปีเดียวกันที่ญี่ปุ่น ซึ่งนั่นถึงจะเป็น “มหาภัย” อย่างแท้จริง และเป็นพลังทางธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจคาดการณ์เตรียมรับ หรือบริหารจัดการได้
ในขณะที่น้ำท่วมประเทศไทยครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากฝีมือที่ไม่ได้เรื่องและการตัดสินใจที่ผิดพลาดของมนุษย์ ที่ทำให้น้ำที่ท่วมอยู่เกือบทุกปีเป็น “มหาอุทกภัย” ในปีนี้ ตลอดจนการแทรกแซงทางการเมืองและการปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำที่ค่อยๆ ไหลมาอยู่ในทิศทาง หรือเส้นทางที่ควรจะเป็นและไหลออกสู่ทะเลอย่างราบรื่น ถ้ามีการเตรียมการณ์ที่ดีพอ
ส่วนวิกฤต “หนี้ท่วม” ที่ยุโรป แม้ในปีนี้จะยังไม่กระทบมากนักในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) แต่ก็สร้างความผันผวนในตลาดทุน เช่น ตลาดหุ้นที่ “เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย” ตามเซ็นทิเมนต์ (Sentiment) ที่สามารถ “มองต่างมุม” ทั้งในแง่ดี หรือแง่ร้าย แม้ในเรื่องเดียวกัน ส่วนสินทรัพย์อย่างอื่นก็อยู่ในกระแสเก็งกำไร โดยตัวที่มีกำไรจะถูก “เทขาย” เพื่อนำไปชดเชยการลงทุนที่ติดลบอยู่
ไม่เว้นแม้แต่ทองคำ ที่ในปีนี้ทำสถิติสูงสุดทั้งด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงในการลงทุน และสามารถ “หลอก” แมงเม่าที่ขาดความยั้งคิดให้บินเข้ากองไฟ ที่ถูกจุดโดยนักเก็งกำไรรายใหญ่ เช่นพวกเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) จนสูญเสียเงินออมที่สะสมมาชั่วชีวิตและบางรายยังต้องติดหนี้ติดสินสร้างความลำบากให้กับตัวเองและครอบครัว
สถานการณ์หนี้สาธารณะและระบบการเงินที่ขาดเสถียรภาพในยุโรปคงยังไม่จบง่ายๆ และคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในส่วนที่เป็น Real Sector ในปีหน้า ดังนั้น “การฟื้นตัว” (Recovery) คงยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ อย่างดีคงคาดหวังให้มี “การปรับปรุงแก้ไข” (Correction)
ในความผิดพลาดทั้งทางด้านพฤติกรรมและการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการรัดเข็มขัด ลดการใช้จ่ายและลดการขาดดุลงบประมาณ
ทั้งนี้ เพื่อให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาและสามารถระดมความช่วยเหลือด้านเงินทุนเพื่อคืนหนี้ หรือลดการกู้ยืมในที่สุด และนั่นถึงจะเป็นจังหวะของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปีถัดไป
เช่นเดียวกับการจัดการกับปัญหาอุทกภัยในบ้านเราที่ไม่ควร “อัดงบ” เพื่อการฟื้นฟูโดยที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาด้านการจัดการ “ปริมาณน้ำ” และระบบการถ่ายเทระบายน้ำ เพราะถึงจะอัดฉีดเงิน เช่น ให้ประชาชนซ่อมแซมบ้าน แต่ถ้าน้ำท่วมอีกในปีหน้า เงินที่ลงไปในปีนี้ก็จะจมหายไปกับน้ำที่ท่วมอยู่ดี แล้วก็ต้องมาอัดฉีดกันใหม่ไม่รู้จบ ถ้ายังไม่สามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำและการถ่ายเทน้ำได้อย่างยั่งยืน และต้องไม่ใช่จะมุ่ง “ระบายน้ำ” อย่างเดียว เพราะต้องไม่ลืมว่าเราเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีเกษตรกรเป็นพลเมืองหลัก
การแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยไม่บริหารจัดการ “ปริมาณน้ำ” จะส่งผลให้เกิด “ภัยแล้ง” ซึ่งจะทำให้ขาดรายได้และส่งผลกระทบมากกว่าในแง่สังคม และความเป็นดีอยู่ดีของคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ดังนั้น การแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดน่าจะเป็นวาระที่ควรจะพิจารณาก่อนการฟื้นฟู เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน
ดูจากทรัพยากรและความตั้งใจที่ใส่เข้าไป ปัญหาหนี้ท่วมในยุโรปและน้ำท่วมในบ้านเราคงได้รับการแก้ไขในปีหน้า แต่ที่แก้ยากที่สุดน่าจะเป็น “ปัญหาด้านการเมือง” ตลอดจนปัญหาคอร์รัปชันและการแบ่งฟากแบ่งฝ่ายในบ้านเรา ที่ภาคการเมืองดูเหมือนไม่มีความตั้งใจในการแก้ปัญหาสักเท่าไร เพราะฉะนั้นจะหวังให้ประเทศฟื้นฟูความสามารถการแข่งขันให้ทัดเทียมประเทศอื่นคงลำบาก และคงต้องดูประเทศที่ล้าหลังกว่าเราในปัจจุบัน เช่น เวียดนามและพม่าแซงเราไปในที่สุด
เอาเถอะ ปัญหาอะไรที่แก้ได้ก็แก้ไปก่อน เราจะได้ไม่เจอ “มหาอุทกภัย” ตลอดจนภยันตรายและวิกฤตการณ์ใดๆ ทั้งหลายทั้งปวงในปีใหม่ 2555 ที่จะถึงนี้







