
โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น เจอสองเด้ง
บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับสองของประเทศ
บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับสองของประเทศ
สัปดาห์ก่อนเผชิญสถานการณ์ไม่คาดฝันสองเรื่อง นอกจากถูกสถาบันจัดอันดับเครดิต “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ประกาศลดเครดิต เพราะประกาศจ่ายปันผลพิเศษสูงมากแล้ว ยังเจอสัญญาณโทรศัพท์ล่ม ส่งผลให้ลูกค้าทั้งเครือข่าย 23 ล้านคน ไม่สามารถโทร.เข้าและโทร.ออกได้ระหว่างคืนวันที่ 20 ธ.ค. ถึงวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา ฉุดราคาหุ้นให้ลดลงตามไปด้วย
ในเรื่องแรกที่เกิดขึ้นคงไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ แต่เรื่องหลัง DTAC จัดแถลงข่าวด่วนและให้เหตุผลว่าเป็นปัญหาเทคนิค พร้อมจะจ่ายชดเชยให้ลูกค้า แต่การตัดสินใจนี้จะมีผลดีหรือผลเสียต่อบริษัทอย่างไร
“ดามพ์ สุคนธทรัพย์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (DTAC) แถลงว่า ได้ปรับปรุงระบบและย้ายฐานข้อมูลไปสู่ระบบใหม่ในระหว่างคืนวันที่ 20 ธ.ค. ถึงเช้าวันที่ 21 ธ.ค. บริษัทได้ดำเนินการถ่ายโอนฐานข้อมูลทางเทคนิคจากระบบอุปกรณ์เดิมของเราไปสู่อุปกรณ์ใหม่ อันถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อเนื่องของเราที่จะยกระดับระบบโทรคมนาคมของบริษัท และฐานข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกส่งต่อไปยังระบบ Home Location Register หรือ HLR ต่างๆ โดยมีทีมงานเทคโนโลยีของบริษัทติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี ได้พบว่าเกิดปัญหาในเชิงเทคนิคขึ้นกับอุปกรณ์ HLR ตัวหนึ่ง ทำให้ลูกค้าส่วนหนึ่งประสบปัญหาในการโทร.ออกหรือรับสายเข้า ในที่สุดจึงทำให้ระบบติดขัดมากขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้งานที่หนาแน่น และส่งผลกระทบต่อเครือข่ายโดยรวม
“พวกเราผู้บริหารและพนักงานของ DTAC ต้องกราบขออภัยลูกค้าของเราในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น เราตระหนักดีว่าไม่มีหนทางใดที่เราจะสามารถนำเวลาของท่านที่สูญเสียไปกลับมาได้ อย่างไรก็ดีพวกเราอยากจะแสดงความรับผิดชอบของเราด้วยการชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นให้แก่ลูกค้าทุกคน ด้วยการชดเชยค่าบริการให้แก่ลูกค้าทุกรายทั้งในระบบพรีเพดและลูกค้ารายเดือนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเวลา 12.00 น. ของวันที่ 20 ธ.ค. จนถึงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 21 ธ.ค.นี้” ดามพ์ กล่าว
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและเป็นเรื่องไม่คาดคิด แต่ฝ่ายเทคนิคของ DTAC ได้ทำงานอย่างเต็มกำลังและความสามารถเพื่อแก้ไขสถานการณ์ และแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหาเพื่อจะทำให้อัตราความสำเร็จในการโทร.กลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากความพยายามในการแก้ไขปัญหาในทันที ทำให้สถานการณ์ทั้งหมดดีขึ้นในเวลา 13.30 น. และระบบกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างมีเสถียรภาพภายในเวลา 15.00 น.
แต่ระหว่างเวลา 17.3018.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีระบบถูกใช้งานมากอีกช่วงเวลาหนึ่ง พบว่าอัตราความสำเร็จในการเชื่อมต่อลดต่ำลงอีกครั้ง ซึ่งทีมงานเทคโนโลยีได้รีบแก้ไขปัญหาและดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาดังกล่าวซ้ำอีก
“ในระหว่างนี้ DTAC จะดำเนินการทุกประการที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแบบเดียวกันนี้ขึ้นอีก และให้ลูกค้าสามารถติดต่อสื่อสารกับเพื่อนฝูง ครอบครัว และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง บริษัทขอเรียนย้ำว่า เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดที่เราสามารถจะจัดให้ได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าตลอดเวลา” ดามพ์ กล่าวย้ำ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมีการแก้ไขโดยทันที โดยการชดเชยค่าเสียหายให้ลูกค้านับว่าเป็นการได้มากกว่าเสีย
“มินทรา รัตยาภาส” นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคิน มองว่า การออกมาแสดงความรับผิดชอบของ DTAC จากระบบการสื่อสารมีปัญหา พร้อมจะชดเชยค่าเสียหายด้วยการไม่คิดค่าโทร.เป็นเวลา 48 ชม. ให้ลูกค้าในระบบจำนวน 22.8 ล้านราย จะส่งผลกระทบต่อรายได้ในระดับต่ำ หากประเมินจากที่ DTAC มีรายได้จากการให้บริการเสียงและไม่ใช่เสียง รวมประมาณ 1.31.4 หมื่นล้านบาทต่อไตรมาส
“เราคาดการณ์ในเบื้องต้นว่า การชดเชยค่าเสียหายให้กับลูกค้าจะมีผลกระทบต่อรายได้ในไตรมาส 4 ปี 2554 น้อยกว่าระดับ 5% ของรายได้รวม หรือคิดเป็นประมาณ 650-700 ล้านบาท ขณะเดียวกันการแสดงความรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น และให้ความเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดปัญหาระบบล่มอีก น่าจะช่วยให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการกับ DTAC
สำหรับหุ้น DTAC ในระยะสั้นไม่มีประเด็นบวกใหม่ คาดว่าไตรมาส 4 ปี 2554 กำไรลดลง
หลังประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษจบแล้ว โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 29 ธ.ค.นี้
ประกอบกับในไตรมาส 4 ปี 2554 คาดว่าจะมีกำไรลดลงจาก 3,073 ล้านบาท ในไตรมาส 3 และ 2,950 ล้านบาท ในไตรมาส 4 เนื่องจากต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 30% เต็มไตรมาส และมีค่าใช้จ่ายการตลาดเปิดตัวไอโฟน 4s ทำให้ต้นทุนดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นในอัตรามากกว่ารายได้
บล.เกียรตินาคิน ประมาณการปี 2554 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 11,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ไม่ให้น้ำหนักต่อการจ่ายเงินปันผลปกติของปี 2554 หลังจากฐานกำไรสะสมของบริษัทลดลงจากการจ่ายเงินปันผลพิเศษ
ทั้งนี้ ได้ประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 79 บาท ดังนั้นจึงยังคงแนะนำเพียงถือเพื่อรับเงินปันผลเท่านั้น
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2554 DTAC ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษจำนวน 3.89 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะจ่ายในวันที่ 12 ม.ค. 2555 การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทอาจต้องมีการลงทุนในโครงข่าย 3จี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
ถึงแม้ฟิทช์คาดว่าบริษัทจะยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในช่วง 23 ปีข้างหน้า การจ่ายเงินปันผลพิเศษที่สูงและค่าใช้จ่ายสำหรับค่าธรรมเนียมของใบอนุญาต 3จี ที่สูง อาจทำให้อัตราส่วนอัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินและหนี้สินดำเนินงาน (FFOAdjusted Net Leverage) ของบริษัทเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1.7 เท่า ณ สิ้นปี 2555 จากสถานะเงินสดสุทธิ (เงินสดมากกว่าหนี้สิน) ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2554 นอกจากนี้การลงทุนก่อสร้างโครงข่าย 3จี ที่สูงในช่วงปี 2556-2558 อาจทำให้อัตราส่วน FFOAdjusted Net Leverage ของบริษัทคงอยู่ที่ระดับประมาณ 2 เท่า ในช่วงดังกล่าว
ฟิทช์ประกาศลดอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ และอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินในประเทศของ DTAC เป็น “BBB” จาก “BBB” แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ
การปรับลดอันดับเครดิตเป็นผลมาจากการที่ DTAC ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะทำให้อัตราส่วน FFOAdjusted Net Leverage ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับอ้างอิงของฟิทช์ในการพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตของบริษัท
อันดับเครดิตของ DTAC สะท้อนถึงสถานะทางการตลาดของบริษัทที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่อันดับสองของประเทศ ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 30% ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2554 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา DTAC ได้ลงทุนขยายโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากขึ้น และสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด ถึงแม้จะมีการแข่งขันที่รุนแรง
อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยการขยายตัวของรายได้จากบริการที่ไม่ใช่เสียง น่าจะช่วยลดผลกระทบจากการเติบโตที่ลดลงของรายได้จากบริการแบบเสียง และส่งผลให้รายได้ของบริษัทเติบโตที่ประมาณ 5% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ในช่วง 9 เดือนของปี 2554 รายได้และกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม ค่าตัดจำหน่ายและค่าเช่า (EBITDAR) ของบริษัทเพิ่มขึ้น 10.8% และ 13.2% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้านี้ ในขณะที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินและหนี้สินดำเนินงานเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.67 หมื่นล้านบาท จาก 1.53 หมื่นล้านบาท
ฟิทช์จัดอันดับเครดิตของ DTAC โดยเริ่มจากการพิจารณาเครดิตของ DTAC โดยลำพัง แล้วจึงพิจารณาถึงปัจจัยเสริมจากความสัมพันธ์ดังกล่าว โดยฟิทช์ได้ให้อันดับเครดิต DTAC เพิ่มขึ้นหนึ่งอันดับจากอันดับเครดิตโดยลำพังของบริษัทเพื่อสะท้อนถึงการสนับสนุนทางด้านการดำเนินงานและด้านกลยุทธ์จากบริษัทแม่ เทเลนอร์ ซึ่งถือหุ้นใน DTAC ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ 65.5% และมีอำนาจควบคุมคณะกรรมการและผู้บริหารของ DTAC ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นของเทเลนอร์ใน DTAC ฟิทช์จะทำการพิจารณาความสัมพันธ์และการสนับสนุนดังกล่าวจากเทเลนอร์ใหม่อีกครั้ง
อันดับเครดิตของ DTAC ได้พิจารณารวมถึงความไม่แน่นอนทางด้านนโยบาย กฎหมาย และกฎระเบียบของกิจการโทรคมนาคม ซึ่งรวมถึงการสอบสวนการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือและการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติให้เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้การแข่งขันด้านค่าบริการที่เพิ่มขึ้นในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนกำไรของบริษัทได้
หากประเด็นด้านกฎหมายและกฎระเบียบมีผลสรุปและมีแนวทางแก้ไขที่ไม่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อบริษัท หรือบริษัทมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของรายได้จากการให้บริการที่ไม่ใช่เสียง และ EBITDAR Margin ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วน FFOAdjusted Net Leverage ลดลงต่ำกว่า 1.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับเครดิตของบริษัท
ในทางตรงกันข้าม การลงทุนที่สูงกว่าที่คาดไว้ และ/หรือการจ่ายเงินปันผลที่สูงซึ่งส่งผลให้ FFOAdjusted Net Leverage สูงกว่า 2.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านกฎระเบียบของกิจการโทรคมนาคมที่ส่งผลในแง่ลบต่อบริษัท รวมถึงความสัมพันธ์ทางด้านการดำเนินงานและด้านกลยุทธ์กับบริษัทแม่ที่ลดลง อาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่ออันดับเครดิตของบริษัทได้







