
ปัจจัยการเมืองน่าจะร้อนกดดันตลาด...หลังวันที่ 26 ก.พ.
...พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังจากที่ปัจจัยภายในประเทศยังไม่มีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ส่งผลให้ตลาดถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยสถานการณ์ในยุโรปมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
เริ่มตั้งแต่มีสื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับ รายงานว่า ทางการเยอรมันจะพิจารณาเงินให้กู้แก่กรีซ 22.5 หมื่นล้านยูโร ข่าวดังกล่าวส่งผลสินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมไปถึงค่าเงินยูโรซึ่งในระยะหลังเป็นสัญญาณชี้นำต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ได้มีการปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าปริมาณวงเงินช่วยเหลือจะไม่สูงถึง 22.5 หมื่นล้านยูโร อย่างที่เป็นข่าว แต่ตลาดยังมองว่าเป็นข่าวเชิงบวก เนื่องจากยังมีสัญญาณการยืนยันการช่วยเหลือ ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงส่วนใหญ่ยังคงปรับตัวขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันเริ่มกลับมามียอดซื้อสุทธิ
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานที่เป็นบวกต่อภาวะตลาดทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น คือ เงินเฟ้อสหรัฐออกมาต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ โดย Core CPI อยู่ที่ลบ 0.1% ตลาดคาดบวก 0.1% ในขณะที่ CPI อยู่ที่บวก 0.2% ตลาดคาดบวก 0.3% ส่งผลให้ตลาดคลายความกังวลต่อเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด
รวมไปถึงการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ ที่น่าจะเกิดขึ้นช้ากว่าที่ตลาดได้เคยคาด แต่อย่างไรก็ตามตลาดยังคงรอฟังการแถลงของนายเบนเบอร์แนนคี ต่อสภาครองเกรสที่จะทราบผลในวันนี้ ว่าจะมีแนวโน้มนโยบายการเงินเป็นเช่นไร
ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐาน (Discount Rate) จาก 0.5% เป็น 0.75% ไม่ได้มีผลต่อสภาพคล่องในระบบมากนัก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นการปล่อยกู้จากเฟดให้แก่ธนาคารที่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ซึ่งธนาคารสหรัฐส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องแล้ว
ทางฝั่งยุโรปหลักๆ ยังคงรอการทำแผนงบประมาณของกรีซ ซึ่งในเบื้องต้นมีข่าวว่าคงได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป แต่ปริมาณการช่วยเหลืออาจจะไม่ถึง 22.5 หมื่นล้านยูโร อย่างที่มีข่าวออกไป แต่อย่างไรก็ตามต้องติดตามทางด้านฝั่งอังกฤษที่อาจจะมีการซื้อพันธบัตรเพิ่มขึ้น
ซึ่งตลาดอาจจะตีความถึงแนวโน้มในฝั่งยุโรปที่เศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงสูง แทนที่จะเป็นข่าวดีในการเพิ่มสภาพคล่องในระยะกลาง ทำให้ภาพโดยรวมยุโรปยังอยู่ในภาวะทรงและมีความเสี่ยงจากอังกฤษเข้ามา แม้ว่าปัญหากรีซเริ่มมีพัฒนาการในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต้องรอดูความเห็นของยูโรโซนหลังจากที่กรีซเสร็จสิ้นการทำแผนในวันที่ 15 มี.ค.นี้
ส่วนทางการด้านการเมือง ทางกลุ่ม นปช. ได้มีมติประกาศชุมนุมใหญ่วันที่ 14 มี.ค. โดยทางกลุ่มคาดว่าจะมีผู้ร่วมหลักล้านคน ในขณะที่คาดว่าความตึงเครียดจะขึ้นอยู่กับคำตัดสิน ในขณะที่ประธานชมรมคนรักอุดร โดยนายขวัญชัย ไพรพนา เปิดเผยว่า วันที่ 6 มี.ค. นี้จะลงมากรุงเทพมหานครเพื่อร่วมชุมนุมใหญ่ร่วมกับกลุ่ม นปช. ด้วย ซึ่งน่าจะส่งผลต่อปัจจัยจิตวิทยาตลาดได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้แนะนำให้ซื้อไว้ในสัปดาห์ก่อน สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่อง ทิศทางในระยะสั้น คาดว่าราคาน้ำมันมีโอกาสชะลอการขึ้น โดยมีแนวต้านอยู่ที่บริเวณ 82 และ 85 เหรียญสหรัฐ ตามลำดับ แนะนำให้ทยอยขายทำกำไร ส่วนราคาทองคำระยะสั้นหากไม่อ่อนตัวลงต่ำกว่า 1,090 เหรียญสหรัฐ ยังคงมีเป้าหมายการปรับตัวขึ้นอยู่ที่บริเวณ 1,145 เหรียญสหรัฐ สามารถทยอยซื้อสะสมช่วงอ่อนตัวได้
ทิศทางเทคนิคของ SET Index คาดว่าการปรับตัวขึ้นในระยะสั้นจะมีแนวต้านที่บริเวณ 719 และ 725 จุด โดยกลยุทธ์การเก็งกำไรในระยะสั้น แนะนำให้ติดตามค่าเงินยูโรที่เป็นตัวชี้นำสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น หากปรับตัวขึ้นมีโอกาสเป็นสัญญาณชี้นำถึงสินทรัพย์เสี่ยงให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม
ในขณะที่หากค่าเงินยูโร/เหรียญสหรัฐ ปรับตัวลงจะแสดงถึงความเสี่ยงด้านขาลงของสินทรัพย์เสี่ยงที่มากขึ้น ส่วนนักลงทุนระยะเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ เราแนะนำให้ทยอยขายตามแนวต้าน จากความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
สุดท้าย มีข่าวประชาสัมพันธ์ นักลงทุนท่านใดที่สนใจ Derivative Warrant สามารถหาความรู้ได้ที่ www.thaiwarrant.com







