posttoday

สมบัติที่มีค่าของพ่อแม่คือ การศึกษาที่ดีของลูก

25 กุมภาพันธ์ 2553

....เมืองไทยประกันชีวิต

สําหรับคนที่เป็นพ่อแม่แล้ว คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต คือ ลูกพ่อแม่ทุกคนจึงพยายามให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกของตนเอง หลายคนยอมอดเพื่อลูกของตนได้อิ่ม หรือยอมลำบากเพื่อให้ลูกของตนมีความสุข โดยบางคนจะซื้อของให้ลูกมากมาย พาลูกไปเที่ยวยังที่ต่างๆ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมีความเชื่อ ความรู้ หรือทัศนคติต่อความสุขของลูกแตกต่างกันอย่างไร

แต่แม้ว่าพ่อแม่แต่ละคนจะมองความหมายของความสุขของลูกแตกต่างกัน แต่ผมก็เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนต้องการสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ การที่ลูกสามารถมีความสุขอยู่ได้ตลอด แม้ว่าวันหนึ่งคนที่เป็นพ่อแม่จะไม่สามารถอยู่ดูแลลูกได้แล้ว ซึ่งแต่ละคนสร้างความมั่นใจสำหรับความสุขที่ให้ลูกด้วยวิธีการต่างๆ

เช่น หาทรัพย์สินให้มากที่สุด เพื่อให้ลูกได้มีใช้ หรือสร้างธุรกิจหรือลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้ เช่น ซื้อบ้านให้คนอื่นเช่า ฯลฯ เพื่อไว้สำหรับเป็นแหล่งเงินได้ให้ลูกในอนาคต ฯลฯ แต่วิธีการต่างๆ เหล่านี้จะทำได้ต้องเป็นผู้ที่มีฐานะทางการเงินที่ดีในระดับหนึ่งทีเดียว

แม้ผู้ที่มีฐานะทางการเงินที่ดีจะมีโอกาสในการสร้างความสุขที่มั่นคงให้กับลูก ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่มีฐานะทางการเงินน้อยหรือระดับปานกลางจะไม่สามารถสร้างความสุขที่มั่นคงให้กับลูกได้ เพราะความสุขที่มั่นคงของลูกไม่ใช่ทรัพย์สินที่มาก เนื่องจากทรัพย์สินมีวันหมดได้ แต่คือ ความแข็งแกร่งที่ลูกจะสามารถยืนหยัด และเติบโตด้วยตนเองได้ท่ามกลางสังคมปัจจุบัน คือให้ลูกมีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และความรู้

ในด้านร่างกาย คือ การให้ลูกได้รับประทานอาหารที่ดี ได้ออกกำลังกาย ฯลฯ ส่วนในด้านจิตใจและความรู้ โดยการอบรมสั่งสอน และการให้การศึกษาที่ดีแก่ลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะคุยกันในวันนี้

เตรียมแผนการศึกษาลูกเตรียมอย่างไร

ขนาดของเงินออมที่จำเป็นสำหรับการศึกษาลูก จะแปรผันตามจำนวนลูก อายุ แผนการศึกษาที่วางไว้ ประเภทของสถานศึกษา และรายได้ของครอบครัว รวมถึงทัศนคติด้านการศึกษาของครอบครัวด้วย

ปัจจุบันทางเลือกในการศึกษาของคนไทยมีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ หรือศึกษาต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายก็จะต่างกันตั้งแต่หลักหมื่นจนหลักล้านบาท

นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษายังปรับเพิ่มขึ้นทุกปีด้วย ตัวอย่างดังตาราง หากลูกเราเริ่มเรียนอนุบาล 1 ในปีนี้ ค่าใช้จ่ายตอนเข้ามหาวิทยาลัยจะเป็น 2 เท่าของค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยปัจจุบัน (ที่อัตราการเพิ่มของค่าใช้จ่าย 5% ต่อปี) หรือ 3 เท่าของปัจจุบัน (ที่อัตราการเพิ่มของค่าใช้จ่าย 8% ต่อปี)

ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เราจะหาเงินรองรับการศึกษาของลูกได้อย่างไร

ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะไม่ได้เตรียมเงินรองรับการศึกษาของลูกทั้งหมด หลายคนจึงจำเป็นต้องแบ่งรายได้ที่หาได้มาใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินเกิดขึ้น ข้อแนะนำสำหรับเตรียมความพร้อมเพื่อการศึกษาลูก มีดังนี้

n หากการเตรียมเงินให้ได้ 100% ของจำนวนเงินที่ต้องมียากเกินไป เราก็ควรตั้งเป้าหมายเตรียมเงินให้ได้อย่างน้อย 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่าย ส่วนที่เหลือ 2 ใน 3 อาจจะหาได้จากรายได้ จากการกู้ยืม หรือทุนการศึกษา

n ด้านการออมเงิน สามารถเลือกการออมได้หลายรูปแบบ เช่น

กองทุนรวม ซึ่งหาข้อมูลได้ที่ http://www.thaimutualfund.com/ AIMC/index.jsp

ประกันชีวิตแบบเพื่อการศึกษาบุตร เช่น เมืองไทยเพื่อการศึกษามหาวิทยาลัย 21/18

n การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา สามารถหาได้จาก

ศึกษาเกี่ยวกับสินเชื่อเพื่อการศึกษาของสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย

ศึกษาเกี่ยวกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ www.studentloan.or.th/

n ด้านทุนการศึกษา สามารถหาข้อมูลทุนการศึกษาได้ที่ http://www.vcharkarn.com/scholarship/

ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เราสามารถวางแผนและเตรียมเงินสำหรับการศึกษาของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเราทราบถึงเครื่องมือที่มีแล้ว คำถามต่อไปคือ จะใช้เครื่องมืออย่างไร ไว้คุยกันต่อครั้งหน้าครับ

ข่าวล่าสุด

ก.ล.ต. เปิดฟังความเห็นเกณฑ์รองรับ Transition Bond และ Thailand Amber Bond