posttoday
ทำไม กนง.จึงลดดอกเบี้ยแค่0.25%

ทำไม กนง.จึงลดดอกเบี้ยแค่0.25%

15 ธันวาคม 2554

ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 8/2554 ณ วันที่ 30 พ.ย.

ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 8/2554 ณ วันที่ 30 พ.ย.

คณะกรรมการ กนง.เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล สุชาดา กิระกุล สรสิทธิ์ สุนทรเกศ อำพน กิตติอำพน ศิริ การเจริญดี ณรงค์ชัย อัครเศรณี และอัศวิน คงสิริ โดยที่ประชุมมีมติให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 3.5% เหลือ 3.25% ด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 2

คณะกรรมการ กนง.ประเมินผลจากภาวะตลาดการเงิน ทิศทางเศรษฐกิจต่างประเทศ และภาวะเศรษฐกิจในประเทศ

ภาวะตลาดการเงิน ปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยูโรยืดเยื้อและส่งผลกระทบมากขึ้นต่อตลาดการเงิน ต้นทุนการกู้ยืมทั้งของภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นชัดเจนจากความกังวลของนักลงทุนต่อปัญหาดังกล่าว สะท้อนได้จาก Credit Default Swap (CDS) ที่สูงขึ้นสำหรับประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อิตาลี และกรีซ และประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ และจากอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคารในสกุลเงินเหรียญสหรัฐและยูโรที่สูงขึ้น นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินอ่อนค่าเทียบกับเงินสกุลหลัก

ทิศทางเศรษฐกิจต่างประเทศ เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยูโรที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศหลักอย่างชัดเจน สะท้อนจากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลงมาก ทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรจะเข้าสู่ภาวะถดถอยมีมากขึ้น สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคการผลิตและการบริโภค

ทำไม กนง.จึงลดดอกเบี้ยแค่0.25%

ปัญหาจากกลุ่มประเทศยูโรอาจส่งผลต่อเนื่องถึงตลาดการเงินของสหรัฐได้ ส่วนเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ชะลอตัวชัดเจนขึ้นจากภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อแม้จะยังอยู่ในระดับสูงแต่เริ่มแผ่วลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศส่วนใหญ่จึงตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ เพื่อรอประเมินความรุนแรงของผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

คณะกรรมการมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาของกลุ่มประเทศยูโร เพราะตลาดขาดความเชื่อมั่นในเงินยูโรถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อภาคการเงินและเศรษฐกิจของไทย จึงเห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงนี้อย่างใกล้ชิด

ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยมากกว่าที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งที่แล้ว ทั้งผลกระทบทางตรงต่อพื้นที่การเกษตรและโรงงานอุตสาหกรรมในบริเวณที่ประสบอุทกภัย และผลกระทบทางอ้อมผ่านเครือข่ายการผลิตชิ้นส่วน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า สอดคล้องกับข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่ปรับลดลงมาก

คณะกรรมการจึงปรับประมาณการผลกระทบของอุทกภัยให้มากขึ้น จาก 1.1% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็น 2.1% และปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2554 จากที่คาดไว้ที่ 2.6% ในการประชุมครั้งก่อนเหลือ 1.8%

คณะกรรมการเห็นว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะสามารถกลับสู่ระดับปกติได้ภายในกลางปี 2555 และคาดว่าการผลิตส่วนใหญ่จะกลับสู่ภาวะปกติภายในระยะเวลา 6 เดือนข้างหน้า ในภาพรวมจึงคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 4.8% ในปี 2555

ประเด็นหนึ่งที่คณะกรรมการให้ความสำคัญ คือ ความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของภาคเอกชนเพื่อดำเนินกิจกรรมการฟื้นฟู โดยเฉพาะในส่วนของภาคธุรกิจที่จะได้รับสินไหมทดแทนจากการประกันภัย แต่เงินดังกล่าวอาจล่าช้าเนื่องจากต้องใช้เวลาในการประเมินความเสียหายให้ครบถ้วนก่อน คณะกรรมการเห็นว่าสถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อระยะสั้น (Bridge Loans) ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่ำ แต่สามารถช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่นขึ้น

แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังมีอยู่ จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม การปรับค่าจ้างขั้นต่ำ และการประกันราคาข้าว รวมทั้งอุปสงค์ภาคเอกชนที่จะเพิ่มขึ้นจากการบูรณะเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์อุทกภัย แต่โอกาสที่เงินเฟ้อจะส่งผลลบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมีไม่มาก

แรงกดดันเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่จัดการได้ แม้ปัญหาอุทกภัยเริ่มคลี่คลายและเศรษฐกิจเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูแล้ว แต่ความเชื่อมั่นภาคเอกชนยังคงอ่อนแอ จึงเห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย

กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% เพราะปัญหาของกลุ่มประเทศยูโรรุนแรงกว่าการประเมินครั้งก่อนและมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ และผลกระทบของอุทกภัยต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้มาก

ในช่วงที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีน้อย ส่วนหนึ่งเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกช่วยลดแรงกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ไปมาก นโยบายการเงินควรผ่อนคลายลงเร็ว เพื่อให้มีผล Frontload ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเพื่อลดต้นทุนของเอสเอ็มอีรวมทั้งประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้สินเชื่อในช่วงนี้ เพื่อช่วยให้กระบวนการฟื้นฟูเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

กรรมการ 5 ท่าน เห็นควรให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% โดยประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ค่อนข้างผ่อนคลายอยู่แล้ว และเศรษฐกิจไทยก็มีแรงสนับสนุนการฟื้นตัวที่ดีจากภาคเอกชน ภาคสถาบันการเงิน และมาตรการของรัฐ

ดังนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายควรดำเนินการในขนาดที่เหมาะสมกับความต้องการของเศรษฐกิจและไม่สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้มีผลดีต่อความเชื่อมั่น และสามารถสนับสนุน การลงทุนของภาคเอกชนอย่างสมดุลระหว่างต้นทุนกู้ยืมในประเทศและต้นทุนการนำเข้า ทั้งนี้ หากมีความจำเป็น นโยบายการเงินสามารถปรับเพิ่มเติมได้ในระยะข้างหน้าตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป กรรมการบางท่านเห็นว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงปัจจัยส่วนเดียวที่จะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นและแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะปัญหาหลักของเอสเอ็มอีคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากกว่าต้นทุน

คณะกรรมการจึงมีมติ 5 ต่อ 2 ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.25% จาก 3.50% เป็น 3.25% โดยจะติดตามผลกระทบของเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายอย่างเหมาะสมต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ