
ค้าปลีกน้ำมันสำลักน้ำยอดขายวูบส่งท้ายปี
สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยร่วม 2 เดือนที่ผ่านมา
สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยร่วม 2 เดือนที่ผ่านมา
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยร่วม 2 เดือนที่ผ่านมา หลายภาคธุรกิจต้องจมไปกับน้ำ รอการฟื้นฟูเยียวยา ไม่เว้นแต่ธุรกิจปั๊มน้ำมันที่ตั้งเรียงรายตามถนนเส้นหลัก ตลอดจนภายในตัวเมืองของแต่ละจังหวัดหรืออำเภอก็ต้องปิดให้บริการชั่วคราว รอเพียงปริมาณน้ำที่ลดลงก่อนจะกลับมาเปิดบริการตามปกติ
จากข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงานแจ้งว่า ในช่วงที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมมีปั๊มน้ำมันต้องปิดกิจการชั่วคราวไปกว่า 458 แห่ง ครอบคลุม จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ถ้าเทียบจากจำนวนปั๊มน้ำมันที่มีทั่วประเทศ 1.7 หมื่นแห่ง ถือว่าเป็นจำนวนไม่มากนัก เพียงแต่พื้นที่ที่ปั๊มน้ำมันเหล่านี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตั้งอยู่บนทำเลถนนสายหลักเป็นส่วนใหญ่ และเป็นตำแหน่งที่มีผู้ใช้บริการตลอดวัน
มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า ภาพรวมความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมที่มีต่อธุรกิจปั๊มน้ำมันคงไม่มากนัก หากหมายถึงสิ่งปลูกสร้าง เพราะปั๊มน้ำมันส่วนมากจะสร้างให้สูงจากพื้นถนน แต่ผลกระทบที่ปั๊มน้ำมันเหล่านี้ได้รับโดยตรง คือ ยอดขายน้ำมันที่ลดลงไปเฉลี่ย 57% จากยอดขายปกติ โดยเฉพาะทำเลปั๊มน้ำมันที่อยู่ใกล้กับ 7 นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม คงต้องรอการฟื้นฟูอีกระยะหนึ่งกว่าที่ยอดขายน้ำมันจะกลับมาสู่ภาวะปกติ
นอกจากนี้ การใช้น้ำมันในภาคการขนส่งก็ชะลอตามไปด้วย ทั้งจากรถที่ใช้ในภาคการเกษตร เพราะน้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ไม่มีผลผลิตออกสู่ตลาด ขณะเดียวกันรถยนต์ทั่วไปก็ประสบกับน้ำท่วม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การใช้น้ำมันลดลงไปทันที จนส่งผลให้ในช่วงไตรมาส 4 ตั้งแต่เดือน ต.ค.พ.ย.ปีนี้ ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันไม่ค่อยดีนัก และอาจต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกของปี 2555
แม้ว่าในช่วงต้นปีเมื่อพิจารณาค่าการตลาดน้ำมันถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่กลับมาลดลงช่วงปลายปี เฉลี่ยแล้วผลประกอบการลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งมาเจอปัญหาน้ำท่วมในช่วงไตรมาส 4 ที่ส่งผลให้ทั้งยอดขายน้ำมันและธุรกิจบริการเสริมมีรายได้ลดลงไป 10%
ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดเดามาก่อน ในขณะที่ทำเลที่ตั้งของปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ก็ตั้งอยู่สูงกว่าถนนเฉลี่ย 11.50 เมตร แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับสถานการณ์ในปีหน้าคือการป้องกันไม่ให้หัวจ่ายน้ำมันตลอดจนถังเก็บน้ำมันมีน้ำไหล ซึ่งต้องทำให้รัดกุมมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใดที่กลายเป็น Flood Way ส่วนจะเป็นเหตุผลทำให้ต้องย้ายปั๊มหนีน้ำท่วม หรือย้ายทำเลคงไม่ใช่ประเด็นหลัก เนื่องจากหลักการของการขยายปั๊มน้ำมันของแต่ละบริษัท จะมองทำเลที่ตั้งที่จะสร้างยอดขายน้ำมันมากกว่า รวมทั้งความคึกคักของจำนวนรถยนต์ที่วิ่งไปมา และท้ายสุดคือความสะดวกในการขนส่งน้ำมัน
ด้าน สมภพ ธนะธีระพงศ์ นายกสมาคมผู้ค้าปลีกน้ำมัน ในฐานะที่กลุ่มผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันอิสระ กล่าวว่า เป็นห่วงปัญหาจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นว่ามีผลกระทบต่อปั๊มน้ำมันขนาดเล็กและขนาดกลางมากกว่า โดยเฉพาะปั๊มที่ไม่ใช่บริษัทน้ำมันเป็นเจ้าของโดยตรง ซึ่งปกติค่าการตลาดที่ได้จากการขายน้ำมันก็น้อยอยู่แล้ว เมื่อมาเจอปัญหาน้ำท่วมถนนก็ต้องปิดยาว เช่น บริเวณ จ.ปทุมธานี หรือบางแห่งเท่าที่ทราบคงต้องปิดถาวรไปเลย
จากการพูดคุยกับเจ้าของปั๊ม ด้วยทราบว่าบริษัทน้ำมันจะลดค่าการตลาดที่ให้กับปั๊มอีก 5-10 สต./ลิตร จากเดิมที่ได้กันอยู่ 30-40 สต./ลิตร โดยอ้างว่าต้นทุนสูงต้องเฉลี่ยกันไป ซึ่งประเด็นนี้ปั๊มเล็กๆ คงไม่มีอำนาจไปต่อรองอะไร คงต้องใช้วิธีปรับตัวและลดค่าใช้จ่ายอย่างอื่นแทน
ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่เหนือการควบคุม ทุกคนต้องยอมรับสภาพ เพราะมีปัญหาเฉพาะ 2-3 เดือนนี้เท่านั้น ส่วนปีหน้าจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเป็นแค่ระยะสั้นๆ จึงไม่มีแนวคิดที่จะย้ายปั๊มหนีน้ำท่วม
จักรกฤช จารุจินดา ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ตลาดขายปลีก ธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. กล่าวว่า ช่วงที่เกิดน้ำท่วมเต็มทุกพื้นที่ ปั๊ม ปตท.ต้องปิดไป 194 แห่ง ขณะนี้เริ่มทยอยเปิดเหลือที่ยังปิดอยู่ 105 แห่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นแยกเป็น 2 ส่วน คือ ยอดขายน้ำมันที่ลดลง โดยดีเซลลดลงไปวันละ 1 ล้านบาท เบนซินลดลงไปวันละ 12 แสนลิตร ส่วนที่สอง รายได้จากธุรกิจเสริมในปั๊มที่หายไป ซึ่งรายได้จากร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ลดลงไป 7% ในขณะที่ร้านกาแฟอะเมซอนลดลงไป 10%
ในช่วงหลังน้ำลด ปตท.จะเข้าไปตรวจสอบความเสียหายของปั๊มน้ำมัน โดยเฉพาะหัวจ่ายและถังเก็บน้ำมัน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีน้ำเข้าไปจนส่งผลกระทบต่อน้ำมันที่จำหน่ายให้กับลูกค้า ทั้งนี้ความเสียหายในภาพรวมจากน้ำท่วมไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน เนื่องจากเป็นเหตุการณ์แค่ช่วงสั้น ในทางกลับกันเชื่อว่าเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติ จะทำให้ยอดใช้น้ำมันกลับมาขยายตัวมากขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงของการฟื้นฟูจะมีการนำรถยนต์ออกมาใช้มากขึ้น
เมื่อประมวลมูลค่าเสียหายของธุรกิจปั๊มน้ำมันที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมคงอยู่ในหลัก 10 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่าไม่ได้รุนแรงเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องหยุดกิจการนานนับเดือนกว่าจะเร่งฟื้นฟูกลับมาได้ เพียงแต่ทำให้กิจกรรมของธุรกิจปั๊มน้ำมันในช่วงปลายปีไม่สดใสเหมือนทุกๆ ปี
ยิ่งในช่วงไตรมาสุดท้ายของปีเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ปกติจะมีการเดินทางคึกคักและปั๊มน้ำมันก็ถือเป็นจุดแวะกลางทางและเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดี เชื่อว่าเจ้าของปั๊มน้ำมันก็ต้องเรียนรู้กับภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น และคงจะไม่ละเลยการรับมือกับปัญหาเดิมๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า หากยังไม่ได้รับการแก้ไขแบบบูรณาการ







