
ปี 2555 ยังเป็นปีแห่งการปรับตัว บล.มีโอกาสควบรวมกิจการต่อ
ตลาดหุ้นฟื้นตัวหนุน ไตรมาส 4 ปี 2554 พอร์ตลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กำไรดี ขณะทั้งปี 2554 บล.เร่งปรับตัว
ตลาดหุ้นฟื้นตัวหนุน ไตรมาส 4 ปี 2554 พอร์ตลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กำไรดี ขณะทั้งปี 2554 บล.เร่งปรับตัว
โดย...บล.เอเซีย พลัส
ตลาดหุ้นฟื้นตัวหนุน ไตรมาส 4 ปี 2554 พอร์ตลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กำไรดี ขณะทั้งปี 2554 บล.เร่งปรับตัว
คาดงวดไตรมาส 4 มูลค่าการซื้อขายของตลาดมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากงวดไตรมาส 3 เล็กน้อย และน่าจะกดดันรายได้ค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมให้อ่อนตัวลง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาวะตลาดฯ ในปัจจุบันน่าจะตอบสนองความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปไปบางส่วนแล้ว จึงคาดว่าจะเป็นการปรับตัวสลับการฟื้นตัว ซึ่งจะหนุนให้กำไรจากพอร์ตลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ในงวดไตรมาส 4 ดีกว่างวดก่อนหน้า ขณะรายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ หรือ IB คาดจะชะลอตัวลงเช่นกันตามภาวะเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ค่าตอบแทนประจำที่เกิดจากเงินเดือน และการตั้งสำรองโบนัสในงวดสุดท้ายของปี จะกดดันกำไรสุทธิในงวดไตรมาส 4 ของบริษัทหลักทรัพย์โดยรวมให้อ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย
เปิดเสรีค่าคอมมิชชันเต็มรูปแบบปี 2555 กำไรสุทธิกลุ่มฯ มีแนวโน้มหดตัว
คาดแผนช่วยเหลือวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรประยะกลางที่จะออกมาภายในปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2555 จะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องในระยะ 36 เดือนข้างหน้า โดยหากอิงกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ตลาดในปี 2555 ที่คาดว่าอยู่ที่ 91.4 บาทต่อหุ้น คาดว่าดัชนีเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2555 อิงสัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (PER) 13 เท่า จะอยู่ที่ระดับ 1,192 จุด ซึ่งยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น หรือ Upside ราว 15.28% ซึ่งคาดว่าปี 2555 กำไรพอร์ตลงทุนบริษัทจะมีแนวโน้มดีกว่าปี 2554 และน่าจะชดเชยรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่คาดจะอ่อนตัวลงเพราะการเปิดเสรีค่าคอมมิชชันอย่างเต็มรูปแบบ
รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจที่คาดจะขยายตัวต่ำในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้จากธุรกิจ IB ให้อ่อนตัวลงเช่นกัน ซึ่งโดยภาพรวมจะทำให้กำไรสุทธิของกลุ่มฯ ในปี 2555 หดตัวลงจากปี 2554 ราว 17%
นอกจากนี้ การแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น หลังการเปิดเสรีค่าธรรมเนียม คาดว่านอกจากจะทำให้ บล.ต้องเร่งกระจายฐานรายได้แล้ว ยังจะทำให้เกิดการควบรวมกันมากขึ้น เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยล่าสุดปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ได้เข้าซื้อ บล.บัวหลวง (BLS) พร้อมกับเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดจากผู้ถือหุ้น (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) เพื่อถอนออกจากตลาด และบริษัททุนภัทร (PHATRA) จะควบรวมกิจการกับธนาคารเกียรตินาคิน (KK) ซึ่งคาดว่าจะเห็นการควบรวมกิจการของบริษัทหลักทรัพย์เพิ่มเติมในปี 2555
คงน้ำหนัก “น้อยกว่าตลาด” เลือก KGI เป็น Top Pick
ความสามารถในการทำกำไรที่คาดจะลดลงจากการเปิดเสรีค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน) ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มหลักทรัพย์ “น้อยกว่าตลาด”
อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของกลุ่มหลักทรัพย์ยังคงมีอยู่ เนื่องจากคาดว่าจะเห็นแนวโน้มการควบรวมกิจการที่มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานในปี 2555 อิง PER 13 เท่าสำหรับ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET ([email protected]) และ PHATRA ([email protected]) ขณะอิง PER 12 เท่า สำหรับ BLS ([email protected]) และ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI ([email protected]) และใช้วิธีประเมินมูลค่าเหมาะสมของวิธี PBV ที่ระดับ 0.6–0.8 เท่า สำหรับหุ้น บล.ตัวอื่นๆ เนื่องจากกำไรยังผันผวน โดยปรับคำแนะนำลงทุนตามความเหมาะสมและเลือก KGI เป็น Top Pick เนื่องจากมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันที่มีโครงสร้างรายได้กระจายตัวดี และมีความเชี่ยวชาญในการลงทุน ประกอบกับคาดว่าในงวดไตรมาส 4 จะมีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นได้ ดังนั้นฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” KGI มี Upside จากราคาปัจจุบันราว 34%
ปี 2554 ปรับตัวก่อนเปิดเสรีค่าคอมมิชชัน
ไตรมาส 4 ตลาดฟื้นตัว หนุนพอร์ตลงทุนบริษัทหลักทรัพย์มีแนวโน้มกำไรดี ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดฯ (ไม่รวม Prop Trade หรือการซื้อขายพอร์ตของ บล.) มีแนวโน้มอ่อนตัวลงกว่างวดไตรมาส 3 ราว 7% มาอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 26,578 ล้านบาทต่อวัน โดยมีสาเหตุหลักจากการไหลออกของเงินลงทุนต่างประเทศ ทั้งนี้ปริมาณการซื้อขายของตลาดที่อ่อนตัวลงดังกล่าว คาดจะส่งผลให้รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ของ บล.ในงวดไตรมาส 4 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการที่ SET ได้ตอบสนองความเสี่ยงจากปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปไปบางส่วนแล้ว โดยเห็นได้จากในงวดไตรมาส 3 SET ปรับฐานค่อนข้างแรงราว 12% จากไตรมาส 2 สอดคล้องกับตลาดหุ้นโลกที่ปรับฐานเฉลี่ยราว 15% ทำให้คาดในงวดไตรมาส 4 SET มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง
ทั้งนี้ SET ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย. ถึงต้นเดือน ธ.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 14% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ระดับ 1,046 จุด ซึ่งการฟื้นตัวของตลาดจะช่วยหนุนให้กำไรจากพอร์ตลงทุนของบริษัทมีแนวโน้มเติบโตดี โดยน่าจะพลิกจากที่ขาดทุนในงวดไตรมาส 3 มามีกำไรในงวดไตรมาส 4 ทั้งนี้ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้คาดรายได้จากธุรกิจ IB น่าจะชะลอตัวลง
นอกจากนี้ ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับผู้บริหารและพนักงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นในงวดไตรมาส 4 จะยิ่งกดดันกำไรสุทธิให้อ่อนตัวลงจากงวดไตรมาส 3
ปี 2554 ปีแห่งการปรับตัวรองรับการเปิดเสรีค่าคอมมิชชัน
จากการเปิดเสรีค่าคอมมิชชันที่กำลังจะเริ่มขึ้นในปี 2555 ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ต่างปรับตัวเพื่อรองรับความเสี่ยงที่รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์จะลดลง และการแข่งขันที่คาดจะมีความรุนแรงขึ้น โดยกลยุทธ์ที่ถูกใช้มีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ
1) การพยายามเพิ่มรายได้จากส่วนอื่นๆ ที่มิใช่ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ โดย บล.ที่ถือว่าทำได้ดี มีโครงสร้างรายได้ที่ค่อนข้างกระจายตัว ไม่พึ่งพาค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นหลัก คือ KGI, PHATRA, BLS และ ASP
2) การปรับโครงสร้างกิจการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุน
2.1 MBKET : ปลายเดือน ก.ย. 2554 ที่ผ่านมา Mayban IB Holdings Sdn. Bhd.(MIBH) บริษัทแม่ของ Kim Eng Holdings Limited (KEH) ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บล.กิมเอ็ง หรือ KEST ในสัดส่วน 55.5% ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ KEST ตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ที่ราคา 16.00 บาทต่อหุ้น เนื่องจาก Maybank สามารถทำคำเสนอซื้อ KEH ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ MIBH ถือหุ้นอยู่ 100% ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ได้สำเร็จ โดยผลการเสนอซื้อทำให้ KEH ถือหุ้น KEST ในสัดส่วน 83.49% ทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นภายในบริษัทมีการเปลี่ยนแปลง และต่อมา KEST จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น MBKET
การปรับโครงสร้างภายในดังกล่าวของ MBKET จะช่วยให้บริษัทหลักทรัพย์มีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้น เนื่องจาก Maybank มีฐานเงินทุนที่ใหญ่ และมีความเชี่ยวชาญในด้านการธนาคาร จึงคาดจะสามารถต่อยอดฐานลูกค้าและความแข็งแกร่งด้านทุนทรัพย์ให้กับ KEST ได้ รองรับความผันผวนของรายได้ภายในระยะเวลาที่ KEST ต้องใช้ในการปรับตัวเพื่อเพิ่มฐานรายได้จากแหล่งอื่นที่มิใช่ค่านายหน้า
2.2 BLS : ปลายเดือน พ.ย. 2554 ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BLS ในสัดส่วน 56.34% ได้กำหนดกลยุทธ์และมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยมีความประสงค์จะเป็นสถาบันการเงินแบบครบวงจร (Universal Banking) จึงทำให้ BBL ดำเนินการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ BLS ที่ราคา 22 บาทต่อหุ้น และมีแผนเพิกถอนหุ้นออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดฯ เพื่อทำให้ BBL มีอำนาจควบคุม BLS ได้อย่างสมบูรณ์ และทำให้การบริหารมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถดำเนินธุรกิจการเงินเชิงรุกผ่านธุรกรรมการเงินใหม่ๆ ได้ดีขึ้น
ก่อนหน้าปี 2554 กลยุทธ์การควบรวมดังกล่าวได้เคยถูกใช้แล้ว โดย บล.ฟินันซ่า ได้ควบรวมกับ บล.ไซรัส และ บล.สินเอเซีย เป็น บล.ฟินันเซียไซรัส (FSS) และทำให้เกิดผลเชิงบวกคือ สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้อย่างก้าวกระโดด จากสัดส่วน 0.98% ในปี 2551 เป็น 5.5% ในงวด 9 เดือนปี 2554
ธุรกิจอนุพันธ์เติบโตดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะทองคำหนุนโบรกเกอร์ทองให้มีบทบาทมากขึ้น
ความนิยมในการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ (TFEX) โดยเฉพาะทองคำที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หนุนให้โบรกเกอร์ทองต่างๆ เข้ามามีบทบาทใน TFEX มากขึ้น ทั้งนี้ บล.ที่เติบโตโดดเด่นในตลาดดังกล่าวคือ GLOBLEX ซึ่งครองตำแหน่งโบรกเกอร์อันดับ 1 มาตั้งแต่ปี 2553 และเป็นบริษัทที่อยู่ในธุรกิจค้าทองคำมาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจทองคำของ GLOBLEX คาดจะทำให้บริษัทหลักทรัพย์เติบโตต่อเนื่องในปี 2555 โดยสร้างรายได้จากฐานลูกค้าทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับห้างทองต่างๆ ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดใน TFEX เช่น แม่ทองสุข, YLG, คลาสสิคโกลด์ ฯลฯ
เปิดเสรีปี 2555 คาดกำไรสุทธิกลุ่มฯ หดตัว ฐานรายได้ที่กระจายตัวจะเป็นปัจจัยพยุงกำไรของ บล.
แม้ปัจจุบันวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปจะมีแนวทางแก้ไขในระยะสั้นเท่านั้น แต่จากภาวะตลาดที่ตอบสนองความเสี่ยงไปบางส่วนแล้ว ฝ่ายวิจัยคาดว่าแผนช่วยเหลือระยะกลางยาว ที่น่าจะออกมาภายในสิ้นปี 2554 ถึงต้นปี 2555 อย่างเป็นรูปธรรม จะหนุนให้ตลาดหุ้นโลก และ SET ฟื้นตัวขึ้นกว่าปัจจุบัน โดยฝ่ายวิจัยคาดการณ์ระดับเป้าหมาย SET ณ สิ้นปี 2555 อิง PER 13 เท่า อยู่ที่ระดับ 1,192 จุด หรือมี Upside จากระดับปัจจุบันราว 16% ซึ่งจะส่งผลบวกต่อพอร์ตการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ที่ประเมินเบื้องต้นได้ว่าน่าจะสามารถทำกำไรได้ดีกว่าระดับปัจจุบัน
นอกจากนี้ การเปิดเสรีค่าคอมมิชชันอย่างเต็มรูปแบบในปี 2555 คาดจะช่วยหนุนให้ปริมาณการซื้อขายของตลาด (ไม่รวม Prop Trade) สามารถทรงตัวอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 27,500 ล้านบาทต่อวันได้
แม้จะเปิดเสรีค่าคอมมิชชัน แต่เชื่อ บล.ในตลาดฯ จะไม่เน้นแข่งขันกันโดยลดค่าคอมมิชชันเพื่อจูงใจลูกค้า แต่จะเน้นเพิ่มการให







