posttoday
ห้ามต่างด้าวครอบงำโทรคมฯประกาศฉบับปากว่าตาชยิบ

ห้ามต่างด้าวครอบงำโทรคมฯประกาศฉบับปากว่าตาชยิบ

05 ธันวาคม 2554

แม้จะยังไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย เพราะยังสามารถทบทวนและแก้ไขในหลายประเด็นก่อนบังคับใช้

แม้จะยังไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย เพราะยังสามารถทบทวนและแก้ไขในหลายประเด็นก่อนบังคับใช้

แต่ดูเหมือนว่าความร้อนแรงของประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2554 ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแม้แต่น้อย จากความเห็นต่างของฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านที่เหมือนจะเป็นเส้นขนานที่ไร้จุดบรรจบกันโดยสิ้นเชิง

ประกาศฉบับนี้ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่รักษาการ กสทช. โดยมีประเด็นสำคัญ คือ ห้ามคนต่างด้าวมีส่วนในการแต่งตั้ง หรือควบคุม คณะกรรมการ หรือผู้บริหารระดับสูง ซึ่งครอบคลุมตำแหน่งตั้งแต่ระดับรองกรรมการขึ้นไป การถือหุ้นผ่านตัวแทนหุ่นเชิด หรือนอมินี และประเด็นเรื่องความมั่นคงที่ควรสงวนสิทธิ์ไว้ให้คนในประเทศเป็นผู้ดำเนินการเท่านั้น

ทันทีที่ประกาศฉบับนี้ออกมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ให้บริการโทรคมนาคม 2 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่มีพันธมิตรเป็นสิงเทล จากสิงคโปร์ และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ เทเลนอร์ กรุ๊ป จากประเทศนอร์เวย์ เพราะปัจจุบันทั้งสองค่ายมือถือล้วนมีผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ

ดังนั้น ทางดีแทคจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยเห็นว่าประกาศดังกล่าวขัดต่อกฎหมายฉบับต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว และขัดต่อรัฐธรรมนูญ จำกัดการแข่งขันอย่างเสรีในภาคธุรกิจโทรคมนาคมของไทย และก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน และจะทำให้ภาคธุรกิจไม่ได้รับความรู้ด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่ทันสมัย อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค รวมทั้งขัดต่อยุทธศาสตร์ระยะยาวของไทยที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

ห้ามต่างด้าวครอบงำโทรคมฯประกาศฉบับปากว่าตาชยิบ

ดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค กล่าวว่า หาก กสทช.มีเจตนารมณ์ที่ดีที่จะพัฒนาขีดความสามารถของประเทศจริง ควรยกเลิกประกาศฉบับนี้ไปเลย เพราะการออกประกาศเป็นเครื่องมือสร้างความหวาดระแวงระหว่างกัน เป็นการทำร้ายเศรษฐกิจและประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่ไทยต้องการเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างมากที่จะเข้ามาช่วยเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“เรื่องชาตินิยมเป็นสิ่งที่ดี แต่จะเป็นสิ่งไม่ดีถ้าถูกนำไปใช้โดยวัตถุประสงค์อื่น จึงไม่เข้าใจว่าประกาศฉบับนี้ต้องการส่งสัญญาณอะไร เพราะตอนนี้หากไปดูในตลาดหลักทรัพย์ มีบริษัทไหนบ้างที่ไม่มีผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติ” ดามพ์ กล่าว

เช่นเดียวกับเอไอเอสที่ยังสงสัยว่าเหตุใดประกาศฉบับนี้จึงควบคุมเฉพาะกิจการโทรคมนาคมเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ กสทช.เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลครอบคลุมไปถึงวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งไม่เข้าใจนิยามเรื่องความมั่นคงในประกาศฉบับนี้ที่กำหนดให้สามารถถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งแต่ละคนมีคำจำกัดความเรื่องความมั่นคงที่แตกต่างกัน อันจะก่อให้เกิดความวุ่นวายและส่งผลเสียมากกว่าผลดี

เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับประกาศฉบับนี้โดยสิ้นเชิง เพราะถือเป็นการบ่อนทำลายศักยภาพการทำธุรกิจในประเทศไทย ยิ่งในเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศต้องการการลงทุนจากต่างประเทศสูงเช่นนี้ แต่ประกาศของ กสทช.กลับเน้นเรื่องความมั่นคง ซึ่งเป็นข้ออ้างในการกีดกันการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมาก

“อย่าเอาเรื่องความมั่นคงมาอ้าง แล้วไม่สนใจว่าประเทศจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในธุรกิจโทรคมนาคมที่ไทยไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ได้เอง และหากปล่อยให้ประกาศฉบับนี้มีผลในทางปฏิบัติ ก็ชัดเจนว่าไทยจะต้องถูกผูกขาดการให้บริการโทรคมนาคมเพียงรายเดียว ซึ่งแย่กว่าการเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนภายใต้กฎระเบียบที่เหมาะสมเสียอีก” เดือนเด่น กล่าว

ขัดแย้งกับ เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ที่มองว่า กสทช.มาถูกทางแล้วกับประกาศฉบับนี้ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะสงวนไว้ให้คนไทยเป็นผู้ลงทุน โดยยกตัวอย่างในหลายประเทศที่กำหนดไว้ในลักษณะเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาครอบงำเรื่องความมั่นคง และย้ำชัดเจนว่าเป็นคนละเรื่องกับการกีดกันการลงทุนจากต่างชาติ เพราะสัดส่วนการถือหุ้นยังคงอยู่ที่ 49% เท่าเดิม ซึ่งมี พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ของกระทรวงพาณิชย์คุมอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่เอกชนจะต้องมาโวยวายแต่อย่างใด

สอดคล้องกับ ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่สนับสนุนประกาศฉบับนี้อย่างเต็มที่ เพราะไม่มีประเทศใดในโลกที่จะเปิดให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำธุรกิจได้ 100% และเรื่องบางเรื่องโดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงของประเทศก็ควรต้องมีไว้สำหรับคนในประเทศเท่านั้น

“ในมุมของเอกชนที่หวังแต่กำไรตอบแทนสูงสุดก็จะไม่เห็นความสำคัญของประกาศนี้ แต่หากมองในมุมของการเป็นพลเมืองสัญชาติไทย จะสนับสนุนว่าการเข้ามาของต่างชาติก็ควรจะมีข้อจำกัดเช่นกัน” ศุภชัย กล่าว

สุธรรม อยู่ในธรรม อดีต กทช. ซึ่งมีส่วนสำคัญในการร่างประกาศฉบับนี้ค่อนข้างมาก ย้ำว่า ที่ผ่านมากรณีกุหลาบแก้วเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดเจนที่สุด จึงไม่ต้องการให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก

อย่างไรก็ตาม กสทช.ยังต้องนำความเห็นทั้งหมดไปพิจารณาดูว่าควรจะเดินหน้า หรือหยุดไว้เพียงเท่านี้ ซึ่งไม่ว่าจะในมุมไหนก็ย่อมไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจได้ทั้งหมด เพราะปัญหาของกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ ของไทยที่สร้างความวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ มาจากขาดการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะล้วนหยิบยกในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งสิ้น

ต่อจากนี้จึงเป็นหน้าที่ของ กสทช.ทั้ง 11 ท่าน ที่จะชี้ชะตาว่า บังคับใช้ หรือยกเลิก ถึงจะก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

 

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว