
ลูกค้าพากันเดี้ยงหนี้เสียจ่อคอหอย
ธนาคารกรุงเทพ คาดน้ำท่วมดันหนี้เน่าพุ่ง 0.5% กระทบสินเชื่อ 2 แสนล้านบาท หลังเจอสัญญาณร้ายเดี้ยงกันเพียบ เตรียมกันสำรองเพิ่ม
ธนาคารกรุงเทพ คาดน้ำท่วมดันหนี้เน่าพุ่ง 0.5% กระทบสินเชื่อ 2 แสนล้านบาท หลังเจอสัญญาณร้ายเดี้ยงกันเพียบ เตรียมกันสำรองเพิ่ม
นายสุวรรณ แทนสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารคาดว่าผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยจะทำให้หนี้เสีย หรือเอ็นพีแอลของธนาคารเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5% จากปัจจุบัน 2.96% เพิ่มเป็น 3.5%
ทั้งนี้ จากการสำรวจของธนาคารพบว่ามีลูกค้าสินเชื่อทุกกลุ่มของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรวมกันคิดเป็นมูลค่าสินเชื่อร่วม 2 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ 60% หรือประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ต้องการความช่วยเหลือจากธนาคาร เช่น พักชำระหรือยืดหนี้จากธนาคาร
ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ กล่าวอีกว่า ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารพบว่าตัวเลขของกลุ่มหนี้ที่ต้องเฝ้าระวัง (SM) มีการเพิ่มกระโดดขึ้นถึง 1 หมื่นล้านบาท จากในภาวะปกติแค่ 2 หมื่นล้านบาท ขยับขึ้นมาเป็น 3 หมื่นล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนี้จะต้องเป็นเอ็นพีแอล ธนาคารยังเชื่อว่าธุรกิจส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้จากมาตรการช่วยเหลือ ส่วนเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นจะยังไม่เห็นในปีนี้ แต่จะเริ่มเห็นในไตรมาสแรกปีหน้า เพราะลูกค้าเพิ่งขาดส่งค่างวดเท่านั้น
นายสุวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารมีเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญอยู่ในระดับที่สูงกว่าเอ็นพีแอลอยู่ถึง 180% จึงไม่กังวลต่อปัญหาหนี้เสียที่จะเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ธนาคารจะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอีก 6,0007,000 ล้านบาท ซึ่งได้ทยอยตั้งสำรองเพิ่มมาแล้ว 5,500 ล้านบาท และจะตั้งเพิ่มอีก 1,000-2,000 ล้านบาทในช่วงที่เหลือของปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยง
ขณะที่นายชาญศักดิ์ เฟื่องฟู รองผู้จัดการใหญ่และผู้อำนวยการสายลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า จากการสำรวจลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ในพื้นที่ประสบภัยจำนวน 546 รายของธนาคาร พบว่ามีลูกค้าที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจำนวน 233 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อประมาณ 1.1 แสนล้านบาท และยังมีลูกค้าที่อยู่ระหว่างขอเข้าโครงการอีกประมาณ 100 ราย ซึ่งในเบื้องต้นธนาคารได้มีมาตรการยืดระยะเวลาชำระหนี้ให้ และกำลังพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในบางรายไปแล้ว
สำหรับกรณีของนิคมอุตสาห กรรมสหรัตนนคร ธนาคารได้โอนไปอยู่ภายใต้การดูแลของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เป็นเวลา 10 ปีแล้ว และมีความสนใจจะซื้อกลับคืนมาอยู่เหมือนกัน แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดขัดในข้อกฎหมาย นอกจากนี้ยังสนใจจะซื้อบริษัทอื่นๆ ด้วย แต่คงต้องใช้เวลาศึกษารายละเอียดของแต่ละธุรกิจก่อน
“กลุ่มลูกค้าที่มีปัญหา คาดว่าภายในสิ้นปีนี้เราจะเข้าไปเคลียร์ได้ทั้งหมดว่าใครต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง ซึ่งจริงๆ ความเสียหายมีไม่มาก บริษัทส่วนใหญ่มีสินเชื่อระยะยาวกับธนาคารญี่ปุ่น” นายชาญศักดิ์ กล่าว
นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครนั้นเป็นหนี้กับธนาคารกรุงเทพ ธนาคารยูโอบี และบริษัท บางกอก รับเบอร์ เงินต้นประมาณ 850 ล้านบาท แต่ค้างชำระมายาวนาน ทำให้ดอกเบี้ยทบเงินต้นจนเป็นหนี้สุทธิกว่า 2,500-2,800 ล้านบาท







