
'ประเสริฐ'เปิดใจ'ผมเป็นตัวกลางสร้างความเชื่อถือ'
สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างหนัก
สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างหนัก
นักลงทุนต่างกังวล แม้แต่บริษัทประกันภัยก็แหยง และหลายรายประกาศว่า จะไม่ยอมต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยน้ำท่วม หรือเพิ่มเบี้ยประกันในอัตราที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์แบบนี้อันตรายต่อประเทศไทยไม่น้อย คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มี ดร.โกร่งวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน จึงต้องทำงานหนัก
“28 พ.ย.นี้ ดร.โกร่ง จะไปเจรจากับนักลงทุนญี่ปุ่นและบินต่อไปลอนดอนในเรื่องประกันภัย ทั้งสองตัวนี้จะเป็นตัวหลักเพื่อสร้างความมั่นใจว่า รัฐบาลจะดูแลเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง ปีหน้าน้ำจะไม่ท่วมแบบนี้ หรือถ้าท่วมก็จัดการได้” ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการ กยอ. ในฐานะประธานอนุกรรมการสร้างความเชื่อมั่นเอกชน เปิดการพูดคุยกับ “โพสต์ทูเดย์”
ประเสริฐ กล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้ การสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนนั้นสำคัญที่สุด ไม่ใช่การไปพูดลอยๆ แต่ต้องมีแผนที่ชัดเจนว่าในระยะ 1-2 ปี หรือระยะ 5-10 ปี ประเทศไทยจะมีวิธีการบริหารจัดการน้ำอย่างไร จะมีการลงทุนอะไรบ้าง มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร
“ดร.วีรพงษ์ จะเป็นตัวหลัก ส่วนผมมีหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารกับเอกชนในประเทศ” ประเสริฐ กล่าวอย่างถ่อมตัว
“เราต้องมีข้อสรุป มีข้อยุติ พยายามสื่อสารกัน และให้ทำไปตามนั้น ส่วนผมจะไปพูดคุยกับเอกชนให้เกิดความเชื่อมั่น” ประเสริฐ กล่าว
ที่สำคัญที่สุดประเสริฐชี้ว่า ในระยะ 6 เดือนจากนี้นักลงทุนและบริษัทประกันต้องเห็นว่าไทยมีทิศทางจัดการอย่างไร อย่างน้อยก็เรื่องน้ำ เช่น นิคมอุตสาหกรรมมีระบบป้องกันตัวเองอย่างไร รัฐบาลเอาจริงเอาจัง มีแผนงานต่อเนื่องชัดเจน มีงบประมาณรองรับ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ การดำเนินการเสร็จเมื่อใด และมีทีมกำกับ เพราะอีกไม่กี่เดือนน้ำจะมาอีกแล้ว
ประเสริฐ มั่นใจว่า หากข้อเสนอแนะที่ออกมาดูดี ภาคเอกชนก็ขานรับ ทุกคนก็ร่วมมือกัน อย่างนี้ก็เกิดความเชื่อมั่น แต่ตอนนี้ที่เขาไม่เชื่อมั่น เพราะปัญหาที่ผ่านมา คือว่าเอกชนเขากลัวไม่มีคนทำ ปัญหาผ่านไปแล้วไม่มีใครติดตามดูแล จบแล้วก็จบกัน แต่คราวนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องยั่งยืนต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นบริษัทประกันเขาก็ไม่เอาด้วย
เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ประเสริฐไม่ได้ทำงานคนเดียว เขายังเชิญตัวแทนสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย และสมาคมธนาคารไทยมาร่วมทีม เพราะเขาต้องรู้ว่าเอกชนคิดอะไร นอกเหนือจากความเห็น และข้อเสนอแนะ กยอ. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ
จากประสบการณ์ที่ทำงานในภาคเอกชนมานาน ประเสริฐ กล่าวว่า หากจะทำให้เขามั่นใจ ต้องทำให้เขารู้ว่า ตกลงแล้วเรื่องนั้นๆ ใครทำ มีเงินหรือไม่ เอาเงินมาจากไหน ใครรับผิดชอบ และจะเสร็จเมื่อไหร่
“หน้าที่ผม คือ สร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือให้กับนักลงทุน เอกชน” ประเสริฐ กล่าวด้วยรอยยิ้ม
ประเสริฐ ยังมองว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่รอบนี้ เป็นการทดสอบระบบการต่อสู้กับน้ำของประเทศไทย โดยเขามองว่าระบบที่มีอยู่ไม่ได้ล้มเหลวเสียทั้งหมด แต่ก็ทำให้เห็นจุดอ่อนที่มีอยู่ เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) ระบบระบายน้ำเป็นอย่างไร อุโมงค์ยักษ์เป็นอย่างไร คู คลองต่างๆ ประตูน้ำ และเครื่องสูบน้ำเป็นอย่างไร
“เราเคยบอกว่า ระบบสูบน้ำรับได้เฉพาะน้ำฝน แต่นี่น้ำท่ามา น้ำทุ่งมา มันไหวหรือไม่ ถ้าไม่ไหวจะปรับอย่างไร ฟลัดเวย์ที่มีอยู่น้ำมันวิ่งไปตามนั้นหรือไม่ มีบ้าน หมู่บ้าน ถนน นิคมฯ มาบล็อกหรือไม่ เราต้องคิดระยะกลาง ระยะยาวว่าจะทำอย่างไร จะขุดคลอง ทำแม่น้ำสายใหม่ ทำแลนด์มอเตอร์เวย์ แก่งเสือเต้นจะเอาไหม” ประเสริฐ กล่าว
นอกจากลงทุนโครงสร้างน้ำแล้ว ระบบจัดการน้ำต้องพร้อม เช่นว่า หากปริมาณน้ำเหนือไหลมาระดับนี้ เส้นทางที่น้ำผ่านใครต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้าง ระดับการกักเก็บน้ำจะเป็นอย่างไร
แน่นอนว่าวิกฤตน้ำท่วมสร้างปัญหาและสร้างผลกระทบ แต่ในมุมมองของประเสริฐ เห็นว่า ต้องทำวิกฤตให้เป็นโอกาส หลักคิดของเขา คือ หลัก 3B “Build Back Better” เมื่อเราต้องการสร้างสิ่งที่สูญเสียให้กลับคืนมาใหม่ จะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่สร้างให้กลับมา แต่ต้องสร้างกลับมาให้ดีขึ้น ซึ่งตนก็จะเป็นตัวกลางเชื่อมกับเอกชนให้เดินไปตามแนวนี้
“เราต้องคิดให้เกินน้ำ ไม่ใช่แก้ปัญหาเรื่องน้ำ เช่น อีก 510 ปีข้างหน้า เราจะมีนิคมฯ ใหม่ที่ไหน ภาคการเกษตรจะปรับระบบอย่างไร อุตสาหกรรมที่มีอยู่นี้ เราจะทำเหมือนเดิมหรือไม่ อิเล็กทรอนิกส์ทำแค่นี้หรือ เพราะไหนๆ ก็มีวิกฤตแล้ว เราต้องใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส รีสตรักเจอร์ ใหม่” ประเสริฐ กล่าว
ประเสริฐ ย้ำว่า แน่นอนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องไปจัดโซนนิงพื้นที่การผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรม รัฐบาลต้องชี้นำเองว่านักลงทุนจะลงทุนแบบเก่าไม่ได้แล้ว เพราะหมดยุคแล้ว และเราจะแข่งขันกับเขาไม่ได้ ขณะที่รัฐบาลต้องสนับสนุนการลงทุนใหม่ และมีการให้แรงจูงใจให้เขาลงทุนในทิศทางใหม่ด้วย เพื่อที่เราจะได้แข่งขันได้
“ผมกำลังชี้ว่า น้ำเป็นตัวทำให้เกิดปัญหาก็จริง และเมื่อน้ำทำให้เกิดปัญหานี้ เราก็ใช้วิกฤตของน้ำในการรีบิวต์ประเทศไทย มันเสียหายก็สร้างมันกลับมา เมื่อสร้างมันกลับมาแล้วจะทำเท่าเดิมทำไม ต้องทำให้มันดีขึ้น คอนเซปต์มีแค่นี้” ประเสริฐ ทิ้งท้ายให้ติดตามและขบคิดว่า รัฐบาลไทยจะทำได้จริงหรือไม่
ท้าทายและชวนให้ติดตามอย่างยิ่ง







