posttoday
พื้นฐานไทยแกร่งขึ้นค้ำยันหุ้น

พื้นฐานไทยแกร่งขึ้นค้ำยันหุ้น

23 กุมภาพันธ์ 2553

แม้ตลาดหุ้นยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์บ้านเมืองหลังคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตัดสินออกมาในวันที่ 26 ก.พ.นี้ แต่น่าแปลกใจที่ดัชนีหุ้นไทยกลับขยับขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งนอกจากปัจจัยเมืองนอกเป็นใจแล้ว ปัจจัยบวกในประเทศก็มีส่วนไม่น้อยที่เชิญชวนให้นักลงทุนสถาบันและต่างชาติเดินเข้าตลาดอย่างไม่กลัวบาดเจ็บ

ล่าสุดวันที่ 22 ก.พ. ดัชนีปิดที่ 705.80 จุด บวก 5.36 จุด มูลค่าซื้อขายดีขึ้น 14,463 ล้านบาท ต่างชาติกลับมาเก็บ 974 ล้านบาท

สาเหตุที่ดัชนีหุ้นพุ่งขึ้นยืนเหนือ 700 จุดได้แข็งแกร่งในเวลานี้น่าจะมาจาก 3 ปัจจัย คือ 1.ปัญหายุ่งๆ ในยุโรปเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีหุ้นต่างประเทศบวกกันถ้วนหน้า 2.เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยไตรมาส 4 ของปี 2552 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ขยายตัว 5.8% เป็นการขยายตัวครั้งแรกเมื่อเทียบกับติดลบมาตลอดทั้งปี ส่งผลให้จีดีพีในปี 2552 ติดลบเพียง 2.3% ดีกว่าที่คาดว่าจะติดลบ 47% และคาดว่าทั้งปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 4%

และปัจจัยที่ 3 พื้นฐานตลาดหุ้นไทยดีขึ้น พิจารณาได้จากผลงานของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ปี 2552 แม้ว่าขณะนี้มีบริษัทเพียง 150 แห่ง ที่เปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ นับว่ายังห่างไกลจากจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดกว่า 500 แห่ง แต่หากคิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) แล้วมากกว่า 70% แล้วนั้นมีสัญญาณบวกชัดเจน โดยเฉพาะเครือ ปตท. มีกำไรสุทธิโตขึ้นมาก ร่วม 122,662 ล้านบาท รวมถึงจ่ายเงินปันผลดีตามคาดด้วย

ปัจจัยเหล่านี้น่าจะช่วยพยุงดัชนีหุ้นไม่ให้ดิ่งลงแรง แม้ว่าสัปดาห์นี้สถานการณ์การเมืองจะน่าเป็นห่วงมากก็ตาม

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต กล่าวว่า ครอบครัว ปตท. ประกาศงบออกมาหมดแล้ว ส่วนใหญ่ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ ยกเว้นบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) ที่พลิกมามีกำไรสุทธิ 7,500 ล้านบาท ดีกว่าคาดประมาณ 10% และยังจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังอีก 0.80 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5.47% จึงแนะนำให้ “ซื้อ”

ภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า กำไรของบริษัทส่วนใหญ่เป็นไปตามคาด ยกเว้นบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับท่องเที่ยวและโรงแรม

บล.เคจีไอ ระบุว่า กลุ่มพลังงานมีน้ำหนักในตลาดหุ้นประมาณ 30% และประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูง อาทิ หุ้น ไทยออยล์ (TOP) และบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) จะช่วยให้ตลาดไม่ปรับตัวลงรุนแรง

นอกจากนี้ แนวโน้มกำไรของครอบครัว ปตท. ก็จะดีต่อเนื่องในปี 2553 หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดต่างประเทศยังปรับตัวขึ้น และล่าสุดยังสามารถยืนเหนือ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และบริษัทในกลุ่มนี้ยังมีแผนการลงทุนต่อเนื่อง แม้ปัญหาโครงการมาบตาพุดยังแก้ไขไม่จบสักทีก็ตาม

PTTARBCP ลงทุน 1.4 หมื่นล.

ชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTAR กล่าวว่า ปีนี้บริษัทจะใช้เงินลงทุนทั้งหมด 9,240 ล้านบาท หรือ 280 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในโครงการกลั่นน้ำมันเบนซินมาตรฐานยูโร 4

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการปีนี้น่าจะมีทิศทางดีขึ้นกว่าปีก่อนที่บริษัทมีรายได้ 2.25 แสนล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 9,162 ล้านบาท เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันและความต้องการใช้ในผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์มากขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากประเทศจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ส่วนต่างของราคาสินค้าและผลิตภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น และปีนี้บริษัทเดินเครื่องกำลังการผลิต 100% ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.8 แสนล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.54 แสนล้านบาร์เรลต่อวัน

สำหรับค่าการกลั่น (GIM) ก็ดีขึ้น คาดว่าจะอยู่กว่า 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ เทียบกับปีก่อนที่ 4.24 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) ของทั้งกลุ่มน้ำมันและอะโรเมติกส์ในไตรมาสแรกจะออกมาดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อนได้

ด้าน อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทใช้งบลงทุน 5,000 ล้านบาท จากงบลงทุน 5 ปี (25532557) ทั้งหมด 1 หมื่นล้านบาท โดยเน้นการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดเป็นหลัก

ปีนี้บริษัทมีแผนลงทุน 3 โครงการ คือ 1.โครงการยูโร 4 ที่มีมูลค่าโครงการลงทุนทั้งหมด 1,400 ล้านบาท 2.โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ทั้งหมด 30 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการทั้งหมด 3,200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าก่อสร้างเสร็จเดือน ก.ค. 2554 และ 3.โครงการเอทานอล มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท

เงินลงทุนมาจากกำไรของบริษัท และวงเงินจากธนาคารพาณิชย์ 1 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่าจะเบิกมาใช้เพียง 2,0003,000 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินธุรกิจปีนี้ บริษัทจะเพิ่มการกลั่นจากปัจจุบันเฉลี่ย 9 หมื่นบาร์เรลต่อวัน เป็น 1 แสนบาร์เรลต่อวัน ในไตรมาส 2 เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ 45% และการบริโภคน้ำมันเติบโต 23% อีกทั้งคาดว่าอัตราการกลั่นอยู่ที่ 56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าการตลาดอยู่ที่ 1.501.60 บาทต่อลิตร

ด้านบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) ที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการแจกเงินปันผลพิเศษเช่นเดียวกับบริษัทลูกแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส โดยคณะกรรมการอนุมัติการจ่ายเงินปันผลอีกหุ้นละ 3.25 บาท รวมเป็นเงิน 10,403 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนปันผลประมาณ11% สำหรับผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1ม.ค.8 เม.ย. 2553 แบ่งเป็นปันผลปกติ 1.25 บาท และเงินปันผลพิเศษ 2 บาท

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค