
รู้ทันประกัน..เคลมรถจมน้ำ
แม้ว่าหลายพื้นที่ของ กทม.กำลังถูกน้ำบุกยึด อยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน แต่พื้นที่ในต่างจังหวัดอย่างนครสวรรค์ ลพบุรี และอยุธยา
แม้ว่าหลายพื้นที่ของ กทม.กำลังถูกน้ำบุกยึด อยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน แต่พื้นที่ในต่างจังหวัดอย่างนครสวรรค์ ลพบุรี และอยุธยา
สถานการณ์น้ำท่วมก็มีแนวโน้มลดลง ทำให้ประชาชนเริ่มที่จะทำความสะอาดบ้านและดูแลทรัพย์สินของตัวเองกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมขังมาเป็นเวลานาน
แล้วรถที่ทำประกันภัยไว้ล่ะ จะได้รับความคุ้มครองหรือเปล่า?
ต้องบอกว่าได้รับความคุ้มครองแน่ หากรถของท่านทำประกันภัยชั้น 1 หรือทำประกันที่ให้ความคุ้มครองถึงภัยจากน้ำท่วมไว้ ไม่ว่าน้ำจะท่วมรถมากน้อยแค่ไหนบริษัทประกันก็ต้องจ่ายค่าเสียหายให้
ฉะนั้น ถ้าใครทำประกันรถไว้ อันดับแรกโปรดตรวจดูกรมธรรม์ของท่านก่อนว่าเป็นแบบประกันประเภทไหน ประกันชั้น 1 หรือเปล่า แล้วอายุกรมธรรม์หมดหรือยัง
ถ้าดูแล้วไม่มีปัญหา ต่อไปก็เริ่มติดต่อบริษัทประกันที่ทำไว้ได้เลย เพื่อแจ้งให้ทราบว่าสภาพของรถเราเป็นอย่างไรบ้าง จมน้ำแค่ไหน มากน้อยเพียงใดและอยู่บริเวณไหน เพื่อให้บริษัทประกันเข้าไปดูแลและจะได้ลากรถของเราออกมาซ่อม
ทั้งนี้ หลังจากที่เราแจ้งบริษัทประกันให้ทราบแล้ว บริษัทประกันจะได้ประเมินความเสียหายในเบื้องต้นได้ว่าความเสียหายอยู่ระดับไหน ซ่อมได้หรือไม่ ใช้เวลาซ่อมนานเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้งานซ่อมรถตามอู่ต่างๆ คงแน่น คิวยาวหลายเดือนแน่
ต่อไปมาดูระดับความเสียหายของรถกันบ้างว่าจะซ่อมได้มากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นระดับเบาๆ แค่น้ำท่วมพรมรถ อันนี้สบายมาก แค่ถอดพรมออกมาซักและตากแดด ใช้เวลา 3-5 วัน ก็เรียบร้อย ค่าเสียหาย 8,000-1.5 หมื่นบาท
ถ้าเป็นระดับกลางๆ แบบท่วมถึงเบาะนั่ง ก็ใช้เวลานานหน่อยประมาณ 10 วัน ค่าเสียหายประมาณ 23 หมื่นบาท ซึ่งในส่วนของระดับเบาๆ กับระดับกลางๆ แล้ว เจ้าของรถคงไม่มีปัญหา อันนี้ให้บริษัทประกันดำเนินการซ่อมแซมเข้าไปอู่ได้เลย
แต่ถ้าเป็นระดับแบบจัดหนักๆ แบบที่ถึงระดับคอนโซลรถหรือท่วมมิดหลังคา อันนี้เจ้าของรถเองต้องคิดและตัดสินใจให้ดีว่าจะซ่อมรถดีหรือไม่ เพราะน้ำท่วมระดับนี้มีโอกาสน้อยมากที่รถจะกลับมาอยู่ในสภาพเดิม ขับแล้วจะไม่มีปัญหาอะไร
พันธ์เทพ ชัยปริญญา ประธานชมรมสินไหมยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัย ให้ข้อมูลไว้ว่า ถ้าเป็นรถเก๋งใหม่มีอายุไม่เกิน 3 ปี และน้ำท่วมแบบมิดคันเกิน 5 วันแล้ว ขอแนะนำเจ้าของรถว่าให้รับเงินตามทุนประกันที่ทำไว้ดีกว่า เพราะถึงจะซ่อมอย่างไร สุดฝีมือแค่ไหน สภาพและสมรรถนะของรถก็ไม่มีทางเหมือนเดิมแน่ ซึ่งรถสมัยใหม่นั้นมีทั้งระบบคอมพิวเตอร์ มีกล่องสมองกลควบคุม มีระบบไฟฟ้าเกี่ยวข้องเยอะมาก แล้วมันจะซ่อมให้เหมือนเดิมได้อย่างไร
น้ำท่วมแบบมิดหลังคา จึงไม่คุ้มค่าที่จะซ่อมแน่ และถ้าประเมินแล้วค่าซ่อมใกล้เคียงกับทุนประกัน บริษัทประกันส่วนใหญ่ก็จะแนะนำให้ลูกค้ารับเงินตามทุนประกัน แล้วไปซื้อรถป้ายแดงคันใหม่ขับสบายใจกว่า ส่วนบริษัทประกันก็รับซากรถกลับไปเอง
อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของรถเป็นผู้รักรถมากและต้องการซ่อมแซมกลับมาให้เหมือนเดิม บริษัทประกันก็จัดให้ได้ เพียงแต่ต้องเจรจาและทำสัญญากันไว้เป็นหลักฐาน เช่น ถ้าทุนประกันรถอยู่ 5.5 แสนบาท แล้วซ่อมไป 3.5 แสนบาท เจ้าของรถนำรถไปใช้แล้วเกิดไม่พอใจ ขับอย่างไรก็ไม่เหมือนเดิม อยากจะได้เงินเต็มทุนประกันอีกก็ไม่ได้แล้ว เพราะถือว่าเจ้าของรถเลือกที่จะซ่อมรถแทนการเอาเงินเต็มทุนประกันไปแล้ว
แต่ถ้าท่านคิดว่าความเสียหายสำหรับรถที่เกิดขึ้นสามารถซ่อมแซมได้ด้วยตัวเอง หรือมีอู่ที่รู้จัก ฝีมือสุดเยี่ยม ก็สามารถเจรจากับบริษัทประกันได้ว่าจะขอความรับค่าเสียหายไปซ่อมแซมรถเองก็ได้ ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ดี และตรงนี้บริษัทประกันชอบมาก เพราะถือว่าเรื่องจบเร็วที่สุด เป็นการตัดสินใจของลูกค้าเอง
ส่วนใครที่นำรถหนีน้ำไปจอดบนทางด่วนหรือตามสะพานต่างๆ แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นซ้ำอีกนั้น บริษัทประกันยืนยันว่า หากเป็นประกันชั้น 1 แล้ว จะได้รับการดูแลจากบริษัทประกันแน่ไม่ต้องห่วง
เพียงแต่หากไม่มีคู่กรณีอาจต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก 1,000 บาท ให้กับบริษัทประกันก็เท่านั้นเอง ซึ่งเรื่องนี้ให้ลองเจรจากับบริษัทประกันดูก็อาจได้รับการยกเว้น ก็ในเมื่อเราป้องกันรถตัวเองไม่ให้ถูกน้ำท่วม ไม่ให้บริษัทประกันต้องจ่ายค่าสินไหมเยอะขึ้น ยังไงโปรดยกเว้นเงินในส่วนนี้ก็น่าจะได้ใจลูกค้าไปไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เบื้องต้นตอนนี้ ให้ติดต่อบริษัทประกันดูก่อนว่าจะเข้ามาดูแลรถเราได้เมื่อไหร่ ประเมินความเสียหายเป็นเท่าไหร่ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นว่าจะเดินหน้าซ่อมรถต่อไปหรือรับเงินเต็มทุนประกันดี จะได้ไม่ต้องมาช้ำใจภายหลัง







