
โต้งสั่งเดินหน้าลดภาษีเหลือ23%
กิตติรัตน์ไม่สนกกร.ยันเดินหน้ามาตรการลดภาษีเหลือ 23% ในปีหน้า
"กิตติรัตน์"ไม่สนกกร.ยันเดินหน้ามาตรการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ในปีหน้า
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้านเศรษฐกิจ หรือครม.เศรษฐกิจ ยืนยันไม่ทบทวนมาตรการลดอัตราภาษีนิติบุคคล โดยจะเดินหน้ามาตรการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ในปี 2556 เช่นเดิม
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เสนอให้รัฐบาลชะลอมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ออกไปก่อน และให้นำเงินภาษีที่จัดเก็บได้จากการไม่ลดอัตราจำนวน 7% ไปตั้งกองทุนฟื้นฟูเยียวยาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสถานการณ์อุทกภัย รัฐบาลยังดำเนินมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปีหน้า แต่จะสนับสนุนเอกชนหากมีการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว เชื่อว่ามีเอกชนหลายรายมีศักยภาพที่จะนำเงินที่มีมารวมกันและตั้งเป็นกองทุนรวมเพื่อการลงทุนและการฟื้นฟูฯ”นายกิตติรัตน์กล่าว
นายกิตติรัตน์ ระบุว่า การเข้าสู่อัตราภาษีใหม่ที่ 23% ในปีหน้า พบว่าเอกชนหลายรายพร้อมจะเข้าสู่อัตราภาษีดังกล่าวแล้ว เพื่อให้แข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคได้
นายกิตติรัตน์ กล่าวถึงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันภัยพิบัติระยะยาวว่า การขาดดุลงบประมาณปี 2555 เพิ่ม 5 หมื่นล้านบาท ทำให้งบ 55 ขาดดุล 4 แสนล้านบาทนั้น ไม่เพียงพอในการฟื้นฟูฯแน่นอน ซึ่งจะต้องมีการจัดหาแหล่งเงินอีกหลายแสนล้านบาทมาลงทุน แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะมีโครงการใดบ้าง
“การฟื้นฟูฯไม่ใช่แค่การเอาถนนที่ขาดไปกลับมา ซ่อมเครื่องปั๊มน้ำ ดูแลคูคลอง แต่หมายถึงการเตรียมระบบเพื่อรองรับกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนรุนแรง ต้องดูกันต่างหาก ซึ่งจะมีการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกและผู้เชี่ยวชาญองค์การระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ไจก้า และเอดีบี มาร่วมพิจารณา”นายกิตติรัตน์ระบุ
ทั้งนี้การป้องกันภัยพิบัติน้ำท่วมและน้ำแล้ง จำเป็นที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแม่น้ำเพิ่มขึ้นบางสายหรือไม่ ต้องมีเขื่อนใหม่เพิ่มเติมหรือไม่ เพราะแม่น้ำหลายสายของไทยไม่มีเขื่อน ต้องมีการอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะปีนี้น้ำท่วม แต่ไม่รู้ว่าปีหน้าจะมีเหตุการณ์น้ำแล้งหรือไม่
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะ 1 ปีและระยะยาวนั้น ไม่คิดว่าจะมีใครใช้โอกาสนี้นำงบประมาณไปใช้อย่างสิ้นเปลือง และสิ่งเหล่านี้รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุน เพราะหากไม่ลงทุนแล้วปีหน้ามีเหตุการณ์อย่างนี้อีก คงไม่มีใครมั่นใจมาลงทุนในประเทศไทยอีก







