
คำมั่นนายใหญ่เอไอเอส'เครือข่ายจะไม่ล่มจนวินาที่สุดท้าย'
เครือข่ายมือถือเป็นทั้งที่พึ่งแรกและที่พึ่งสุดท้ายท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วม ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
โดย...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
“เครือข่ายมือถือเป็นทั้งที่พึ่งแรกและที่พึ่งสุดท้ายท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วม ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เครือข่ายเอไอเอสจะล่มไม่ได้ และจะทำทุกทางเพื่อให้การสื่อสารยังดำเนินต่อไปได้ จนกว่าน้ำมันที่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องปั่นไฟของชุมสายจะไม่เหลือแล้ว”
นี่เป็นคำยืนยันหนักแน่น และเป็นเสมือน “คำมั่นสัญญา” จาก วิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารและทีมปฏิบัติการด้านเครือข่ายของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส
นั่นเพราะปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนว่าโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตที่สำคัญมาก ในยามที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ดังนั้น จึงเป็นภาระหนักของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ นั่นคือ ทำยังไงก็ได้ไม่ให้ระบบการสื่อสารล่ม ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดก่อนหน้านี้ เอไอเอสยังสามารถดูแลชุมสายอันเป็นหัวใจที่จะช่วยสูบฉีดให้เครือข่ายยังคงทำงานได้ แม้ว่าสถานีฐานหลายแห่งจะใช้การไม่ได้ จากการที่ทางการไฟฟ้าฯ งดจ่ายกระแสไฟ
วิเชียร กล่าวว่า ไฟฟ้าคือสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับสถานีฐานแต่ละแห่ง กรณีถูกตัดกระแสไฟฟ้า สถานีฐานจะมีแบตเตอรี่สำรองอยู่ได้ประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มีไม่ถึง 5 สถานีฐานของเอไอเอสที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ที่เหลือที่ไม่สามารถใช้งานได้เหตุเพราะไม่มีไฟฟ้า
ปัจจุบันเอไอเอสมีสถานีฐานที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 67 สถานี หลักๆ คือ พระนครศรีอยุธยา 29 สถานี ปทุมธานี 25 สถานี และนครสวรรค์ 9 สถานี
ทั้งนี้ เมื่อสถานีฐานหยุดทำงาน การสื่อสารจะไปอยู่ที่ชุมสายหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในโซนที่ปลอดภัย คือ บนถนนเส้นหลักที่จะถูกน้ำท่วมเป็นด่านสุดท้าย และอุปกรณ์ภายในชุมสายนั้นก็อยู่สูงกว่าปกติ
ในแต่ละชุมสายจะมีเครื่องปั่นไฟอยู่ 2 เครื่อง ที่มีเจ้าหน้าที่คอยเติมน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เครือข่ายยังใช้สื่อสารได้ ดังนั้นหากน้ำมันยังหาได้ การสื่อสารผ่านมือถือก็ยังคงใช้งานได้ปกติ
สำหรับในกรุงเทพฯ บริเวณที่น้ำเริ่มไหลบ่าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มีชุมสายของเอไอเอสอยู่ทั้งหมด 5 แห่ง คือ อาคารอินทัช 2 ถนนพหลโยธิน ชุมสายรังสิตคลอง 3 แจ้งวัฒนะ สุขาภิบาล และอ่อนนุช
ขณะที่ 2 จุดซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมาก คือ รังสิต และแจ้งวัฒนะ ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามบริษัท ทีโอที เอไอเอสได้เตรียมการรับมืออย่างเต็มที่ ซึ่งมองไกลไปถึงแผนรองรับกรณีชุมสายทั้งสองแห่งเข้าขั้นวิกฤต จะโอนปริมาณการใช้งานที่เกิดขึ้นไปที่ชุมสายที่ใกล้ที่สุด แต่ยังเชื่อว่าภาวะวิกฤตนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน
กรณีที่โทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ในช่วงที่เกิดโกลาหลหนีน้ำนั้น วิเชียร กล่าวว่า สาเหตุจริงๆ แล้วไม่ได้มาจากระบบล่ม แต่เป็นเพราะทุกคนที่ประสบปัญหากดโทร.ออกพร้อมกัน จึงเป็นธรรมดาที่จะเกิดการโทร.ไม่ได้ เพราะทุกคนใช้งานพร้อมกัน
ในกรณีนี้เอไอเอสได้แบ่งช่องสัญญาณที่รองรับการใช้งานดาตามาขยายให้การโทร.ออกทำได้มากขึ้น และจะทำเป็นระยะหากพบว่าบริเวณใดมีการใช้งานที่หนาแน่น
“แม้จะไม่มีไฟฟ้าสำหรับชาร์ตแบตโทรศัพท์มือถือในภาวะน้ำท่วม แต่เครือข่ายที่ครอบคลุมและใช้งานได้ยังเป็นเรื่องจำเป็น เพราะหากอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานบนเครือข่ายได้ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง นั่นหมายถึงผู้ที่ประสบภัยสามารถติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือได้”
วิเชียร กล่าวว่า แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือโดยรวมจะไม่ได้รับผลกระทบ ตรงกันข้ามปริมาณการใช้งานกลับเพิ่มขึ้น แต่อุทกภัยครั้งใหญ่นี้สะท้อนได้ชัดเจนว่าคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ สำหรับการให้บริการ 3จี ต้องถูกผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มีคลื่นที่สามารถรองรับปริมาณการใช้งานที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้านเสียงและดาตา เพราะภัยธรรมชาติมีแต่จะรุนแรงขึ้น
ดังนั้น คลื่นความถี่ที่ว่างอยู่ก็ควรถูกนำมาใช้ประโยชน์โดยเร็ว ไม่ใช่ปล่อยทิ้งให้ว่างเปล่าจากการใช้งานและไร้ประโยชน์ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้
พร้อมกล่าวทิ้งท้ายให้ชาวกรุงเทพฯ ที่กำลังเตรียมรับมือกับน้ำท่วมว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เยอะมากเกินกว่าจะมาคิดว่าควรจะกั้นน้ำตรงไหน เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครที่จะกั้นน้ำมวลมหาศาลขนาดนี้ได้
“สิ่งที่สำคัญมากในตอนนี้ คือ สังคมต้องร่วมมือที่จะช่วยเหลือกัน ช่วยดีกว่าไม่ช่วย ทุกคนก็ช่วยในสิ่งที่ตัวเองทำได้ ไม่ได้ช่วยให้น้ำไม่ท่วม แต่ช่วยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นให้บางลง” วิเชียร กล่าวทิ้งท้าย







