
ดึงสื่อร่วมบูรณาการ รับมือ'ภัยพิบัติ'จ่อซ้ำซาก
นาทีนี้ไม่มีเหตุการณ์ใดที่คนไทยเฝ้าติดตามมากเท่าสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งเกิดในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง
นาทีนี้ไม่มีเหตุการณ์ใดที่คนไทยเฝ้าติดตามมากเท่าสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งเกิดในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง
ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จนประชาชนตั้งตัวไม่ทันไม่คาดคิดว่าจะหนักขนาดนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงระบบเตือนภัยและการให้ข้อมูล เพื่อเตรียมพร้อมประชาชนเมื่อเข้าสู่ภาวะฉุกเฉิน
สำนักกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จึงได้จัดเสวนาระดมความคิดเห็น หัวข้อ “บทบาทสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในกรณีมีภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉิน” เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะภัยพิบัติคงไม่ใช่เกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
มนัส ทรงแสง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์เตือนภัยพิบัติไม่ได้มีสื่อในมือ แต่อาศัยการทำงานของสื่อมวลชนเป็นหลักในการกระจายข่าวสู่ประชาชน โดยการทำหน้าที่ของศูนย์เตือนภัยพิบัติ จะรับข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ
กรณีภัยพิบัติจากน้ำท่วมจะรับข้อมูลจากกรมชลประทานกรณีดินโคลนถล่ม รับข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี หรือภัยพิบัติจากสภาพอากาศ จะรับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา จากนั้นจะแจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านโทรสาร เอสเอ็มเอส แจ้งผ่านสื่อมวลชน หรือกรณีเร่งด่วนจะขอความร่วมมือโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) หอเตือนภัย
“ล่าสุด คือ หมายเลขแจ้งเหตุฉุกเฉินเบอร์เดียว 192 ซึ่งพัฒนามา 1 ปี ขณะนี้ระบบยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่เป็นจุดเริ่มต้นการบูรณาการสื่อ เพื่อแจ้งเหตุภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ” มนัส กล่าว
นอกจากใช้เบอร์เดียวในการแจ้งเหตุทั้งหมดแล้ว มนัส เสนอแผนบูรณาการสื่อเฉพาะหน้าด้วยการให้ กสทช. หรือหน่วยงานสื่อของรัฐ กำหนดพื้นที่การแจ้งเหตุผ่านสื่อย่างเป็นระบบ รวมทั้งควรแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการดึงสื่อที่ทำงานในพื้นที่เข้ามาร่วมแจ้งข้อมูล ส่วนระยะยาวทาง กสทช. ควรจัดสรรคลื่นวิทยุและกำหนดให้ฟรีทีวีออกอากาศรายการของศูนย์ภัยพิบัติ
มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า กรณีภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ควรนำมาเป็นจุดเปลี่ยน หรือปฏิวัติองค์ความรู้ในประเทศไทย เพื่อทำให้ข้อมูลความรู้นั้นถึงมือประชาชนได้อย่างทั่วถึง กรณีสึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547 ถ้าประชาชนรู้ จะหนีเอาตัวรอดได้ เช่นเดียวกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ถ้าประชาชนรู้ข้อมูลก่อนก็จะหนีเอาตัวรอดได้
ขณะที่ ตรี บุญเจือ ผู้อำนวยการส่วนงานกิจการพิเศษ สำนักกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ สำนักงาน กสทช. กล่าวว่า เบื้องต้นมาตรา 35 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้ในกรณีที่มีภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน หรือกรณีอื่นตามที่ กสทช.ประกาศกำหนด ซึ่งมีความจำเป็นต้องออกอากาศแจ้งข่าว หรือเตือนภัยให้ประชาชนทราบ เมื่อรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร้องขอ ให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการตามที่ร้องขอนั้น







