posttoday
แนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศ...ไทยต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่น

แนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศ...ไทยต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่น

19 กุมภาพันธ์ 2553

...บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ด้วยความพร้อมทางด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน และการมี คลัสเตอร์อุตสาหกรรม เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค ทำให้ไทยเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติต่อการลงทุนในประเทศไทยได้ถูกสั่นคลอนมาเป็นลำดับจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน และปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ทางกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นออกมาให้ความเห็นว่า ไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่น่าสนใจที่สุดอีกต่อไป

ปัจจัยลบต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดข้อกังขาว่า ประเทศไทยได้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันและความน่าดึงดูดในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศแล้วจริงหรือไม่ และไทยควรจะทำอย่างไรเพื่อที่จะรักษาความน่าลงทุนของประเทศไว้

การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยลดลง

ปัญหาการเมือง และปัจจัยลบอื่นๆ ภายในประเทศ ทำให้จากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ลงทุนอันดับหนึ่งของไทย ให้ความสนใจลงทุนในไทยลดลง โดยโครงการที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนของญี่ปุ่นลดลงติดต่อเป็นปีที่ 2 โดยมีมูลค่า 77,380 ล้านบาทในปี 2552 ลดลงร้อยละ 24.9 จาก 104,994 ล้านบาทในปี 2551 (ลดลงร้อยละ 30.9 จากปี 2550) และยังนับเป็นมูลค่าต่ำสุดในรอบ 6 ปี ซึ่งสัญญาณดังกล่าวเป็นทิศทางที่ไม่ดีนักต่อแนวโน้มการแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า โดยหากดูจากรายงานของธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) พบว่า หนึ่งในเรื่องที่นักลงทุนญี่ปุ่นเป็นกังวลในลำดับต้นๆ ก็คือ ความรู้สึกไม่มั่นคงในความปลอดภัยและสภาพสังคมที่ขาดเสถียรภาพซึ่งเป็นผลมาจากภาวะความวุ่นวายทางการเมืองในระยะหลัง

การลงทุนของญี่ปุ่นที่ลดลงนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลของภาวะวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยของโลกซึ่งทำให้ธุรกิจประสบปัญหาทางการเงิน ประกอบกับยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ในระดับสูง จึงทำให้มีการตัดลดแผนการลงทุนลง อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค พบว่าในขณะที่การลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยได้ลดลงไปค่อนข้างมาก แต่ในหลายประเทศในเอเชีย มูลค่าการลงทุนกลับเพิ่มขึ้นหรือไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก

สะท้อนให้เห็นรูปแบบของการลงทุนของญี่ปุ่นในต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากสัดส่วนของการลงทุนในประเทศอินเดีย จีน อาเซียน และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เม็ดเงินลงทุนไปในประเทศและภูมิภาคอื่นๆ ลดลง ซึ่งจุดนี้เป็นการบ่งชี้ถึงโอกาสของประเทศไทยจากการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในกลุ่มชาติอาเซียนเพื่อดึงดูดการลงทุนได้ กล่าวคือ หากไทยไม่มีปัญหาเสถียรภาพภายใน ก็อาจสามารถที่จะใช้โอกาสจากการเป็นชาติสมาชิกอาเซียนซึ่งเป็นที่ตลาดใหญ่ เพื่อดึงดูดทุนจากญี่ปุ่นในเข้ามาตั้งฐานผลิต สำนักงาน และศูนย์กระจายสินค้า ในประเทศได้

อันดับการแข่งขันของไทยยังไม่เลวร้าย..

จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโดยสถาบันชั้นนำของโลกสะท้อนว่า อันดับการแข่งขันของไทยโดยเปรียบเทียบยังไม่ถึงกับแย่ลงมากนัก โดยแม้ว่าการจัดอันดับของ World Economic Forum ปี 20092010 ไทยมีอันดับความสามารถการแข่งขันลดลง 2 อันดับ แต่ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโดย Institute for Management Development หรือ IMD จะเห็นว่าไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ส่วนการสำรวจของธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นถึงประเทศที่บริษัทญี่ปุ่นมองว่าน่าลงทุน ไทยก็มีอันดับดีขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งแม้การจัดอันดับของแต่ละสถาบันมีความแตกต่างกัน แต่ประเด็นที่สอดคล้องกันจากรายงานของสถาบันต่างๆ คือ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของไทย

โดยภาพรวมแล้วไทยมีจุดแข็งในเรื่องเศรษฐกิจมหภาคที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ การศึกษาขั้นพื้นฐานและสาธารณสุข ตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่น ขนาดของตลาดสินค้า/บริการในประเทศ และโดยรวม ประเทศไทยค่อนข้างที่จะมีความง่ายในการจัดตั้งและทำธุรกิจ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ไทยจะเป็นรองเพียงประเทศสิงคโปร์ประเด็นท้าทายในการดึงดูดการลงทุนในอนาคต

ในระยะต่อไป ไทยยังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายเพื่อรักษาศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนให้คงอยู่ โดยประเด็นหลักที่ต้องคำนึงถึงอาจจำแนกออกได้เป็น 2 ประเด็นใหญ่ คือ

 

ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไข

ปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน หลังจากที่ได้มีการจัดตั้งองค์การอิสระชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหา ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังควรต้องมีการชี้แจงทำความเข้าใจและอัพเดตความคืบหน้าของกระบวนการต่างๆ กับสมาคมหอการค้าต่างประเทศและกลุ่มนักลงทุนต่างชาติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ

การรับมือกับการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในภูมิภาค และการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะมาถึงในปี 2558 ความคล้ายคลึงกันทางสภาพภูมิศาสตร์และลักษณะของอุตสาหกรรมในประเทศ ทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีการแข่งขันกันเพื่อดึงดูดการลงทุนจากประเทศนอกกลุ่ม ที่เห็นได้ชัด เช่น ไทยมาเลเซีย ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือระหว่างไทยมาเลเซียอินโดนีเซีย ในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมการเกษตร

แต่ในอีกด้าน การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในภูมิภาคก็อาจเป็นโอกาสให้ธุรกิจที่อยู่ในไทยสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และสามารถใช้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรหรือการมีหน่วยผลิตในต่างประเทศได้ ดังนั้น บีโอไอ ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรชูจุดเด่นนี้และดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเลือกไทยเป็นประเทศที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตหลักและ/หรือสำนักงานหลักของภูมิภาค

การปรับปรุงศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในระยะยาว

การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ขนส่ง โลจิสติกส์ และระบบสาธารณูปโภค หรือที่เรียกรวมๆ ว่า Hard Infrastructure เพื่อลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ประเทศไทยควรที่จะใช้ประโยชน์จากสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งสามารถเชื่อมโยงพื้นที่ทางเศรษฐกิจของประเทศใกล้เคียง เช่น จีน เวียดนาม ลาว ฯลฯ เพื่อเพิ่มจุดแข็งในการเป็นศูนย์กลางในการผลิตและกระจายสินค้าของภูมิภาค โดยการขยายระบบรางและสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ขึ้น เป็นต้น

การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการพัฒนาคน หรือ Soft Infrastructure เช่น การเพิ่มอัตราเข้าถึงของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต การสนับสนุนการใช้ระบบไอทีในภาคธุรกิจผ่านการให้แรงจูงใจต่างๆ ขณะที่ด้านการพัฒนากำลังคน ภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงเรื่องคุณภาพของการศึกษา ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในสายวิชาชีพช่าง วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ และสนับสนุนความเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจทั้งในแง่ของการวิจัยและพัฒนา และการร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร

สรุปและข้อเสนอแนะ

แม้ว่าจากการจัดอันดับของหลายสถาบัน ความสามารถในการแข่งขันของไทยจะยังมีอันดับที่ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากปัญหาการเมืองและการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ความน่าดึงดูดในการลงทุนของไทยในสายตาของนักลงทุนต่างชาตินั้นอาจลดลงไป ทำให้ในอนาคตไทยจะต้องแข่งขันกับชาติอื่นๆ มากขึ้นในการชักจูงนักลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน

ท่ามกลางปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่เพียงแต่กลุ่มที่ไม่เคยเข้ามาลงทุนในไทยมาก่อนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนักลงทุนรายเดิมซึ่งคุ้นเคยกับประเทศไทยดีอย่างนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งก็ยังแสดงท่าทีชัดเจนถึงความกังวลต่อสถานการณ์ในประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สิ่งเร่งด่วนที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องเร่งดำเนินการ คือ การประชาสัมพันธ์และการสื่อสารที่ดีต่อกลุ่มนักลงทุน หอการค้าต่างประเทศ และสื่อต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหา น่าจะช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศได้ในส่วนหนึ่ง โดยสำหรับกรณีปัญหามาบตาพุดอาจต้องใช้เวลาในการแก้ไขตามกระบวนการ แต่สิ่งสำคัญนอกเหนือจากนั้น คือ ภาครัฐต้องเร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือ ชี้แจงข้อมูลเพื่อให้นักลงทุนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลให้การใส่ใจดูแลและคุ้มครองกิจการที่เข้ามาลงทุนในประเทศอย่างเหมาะสม สำหรับข้อกังวลเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งยังมีความอ่อนไหว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการเตรียมพร้อมเพื่อป้องกัน และต้องมีการเตรียมแผนสำรองเพื่อรับมือหากเกิดเหตุการณ์เช่นการปิดสนามบินและท่าเรือ

ในปัจจุบัน การเปิดตลาดการค้าเสรีในภูมิภาคอาเซียน จะส่งผลให้บริษัทข้ามชาติสามารถลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศใดประเทศหนึ่งเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ ไทยจึงต้องเร่งเสริมความน่าดึงดูด และฟื้นสถานะการเป็นประเทศเป้าหมายหลักของการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ก่อนที่นักลงทุนจะตัดสินใจเปลี่ยนไปลงทุนในประเทศอื่นแทน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ