
คุมเข้มปลอมปนข้าวสวมสิทธิจำนํา
ตามติด24จังหวัดติดชายแดนสั่งโรงสีแจ้งตัวเลขสต๊อกข้าว
ตามติด24จังหวัดติดชายแดนสั่งโรงสีแจ้งตัวเลขสต๊อกข้าว
กกร.คุม 24 จังหวัดติดชายแดนขนข้าวเปลือกต้องขออนุญาต กำชับโรงสีครอบครองข้าวเกิน 15 ตัน ต้องแจ้งปริมาณ สกัดสวมสิทธิปลอมปน ตั้งสินบนนำจับ 25% แจ้งเบาะแสทุจริตข้าว
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน อนุมัติมาตรการเพื่อป้องกันการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาล 2554/2555 มาตรการแรกควบคุมการขนย้ายในจังหวัดที่มีความเสี่ยงจะสวมสิทธิและปลอมปนข้าว โดย 24 จังหวัดที่ติดพื้นที่ชายแดน เช่น จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ฯลฯ ที่มีการขนย้ายข้าวเปลือกตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป ต้องขออนุญาตกับทางอธิบดีกรมการค้าภายใน หรือคณะกรรมการส่วนจังหวัด ในกรณีที่มีการขนข้าวเปลือกทั้งเข้าและออกจากจังหวัดที่ประกาศดังกล่าว ยกเว้นเกษตรกรที่มีใบรับรองการขึ้นทะเบียน
มาตรการดังกล่าวเพื่อป้องกันการสวมสิทธิเกษตรกรในพื้นที่ และแก้ไขปัญหาการปลอมปนข้าว เนื่องจากการตั้งราคารับจำนำระหว่างข้าวมีความแตกต่างกันมาก อาจเกิดปัญหานำข้าวหอมจังหวัดมาปลอมปนกับข้าวหอมมะลิ โดยกรณีที่มีการขนย้ายไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 คือ จำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือมีโทษทั้งจำทั้งปรับ
พร้อมกันนี้ ยังได้อนุมัติมาตรการที่ใช้กับโรงสี ท่าข้าว และผู้ค้าข้าว ที่มีการครอบครองข้าวเปลือกตั้งแต่ 15 ตันขึ้นไป จะต้องแจ้งปริมาณครอบครองให้รับทราบเพื่อป้องกันปัญหาการนำข้าวมาสวมสิทธิ หากไม่แจ้งหรือแจ้งเท็จจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ จำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท และยังผิดตามกฎหมายอาญาแจ้งเท็จ จำคุก 3 ปี ปรับ 6,000 บาท
นายยรรยง กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ ทันกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ที่จะเริ่มวันที่ 7 ต.ค.นี้ พร้อมกันนี้ยังได้ตั้งสินบนนำจับสำหรับผู้ให้เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตในโครงการรับจำนำ โดยสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 หรือส่งไปรษณีย์แจ้งเบาะแส ซึ่งผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัลนำจับ 25% ของค่าปรับ เมื่อมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดสิ้นสุดแล้ว
ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในทบทวนมาตรการห้ามส่งออกหมูชั่วคราว โดยจะมีการทบทวนหลังสิ้นสุดเทศกาลกินเจวันที่ 5 ต.ค.นี้ เพราะต้องการดูปริมาณหมูและภาวะราคาว่ากลับเข้าสู่ระดับปกติหรือไม่แม้ว่าในระยะนี้ราคาหมูจะปรับตัวลดลง แต่อาจเป็นเพราะเข้าสู่เทศกาลกินเจ ทำให้ปริมาณความต้องการบริโภคลดน้อยได้ ดังนั้นจึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ปริมาณหมูกลับเข้าสู่ตลาดปกติก่อนยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกชั่วคราว







