
ขู่ประกันชีวิตลดค่าเบี้ย
ผู้แทนการค้าไทยกระทุ้งอีกเล็งชงนายกฯเปิดเสรีแทน
ผู้แทนการค้าไทยกระทุ้งอีกเล็งชงนายกฯเปิดเสรีแทน
ผู้แทนการค้าไทยจี้บริษัทประกันชีวิต หากไม่ปรับลดเบี้ยเตรียมเสนอนายกฯ เปิดเสรีแทน
นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยว่า หากบริษัทประกันชีวิตยอมปรับลดเบี้ยประกันชีวิตให้ถูกลงกว่าปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงล่างได้มีโอกาสเข้าถึงระบบประกันชีวิตได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเสรีธุรกิจประกันก็ได้
การที่ธุรกิจประกันชีวิตออกมาคัดค้านการเปิดเสรีประกันชีวิตตรงนั้นเป็นประเและเบี่ยงประเด็นไปโจมตีว่าตนเอื้อประโยชน์ธุรกิจประกันชีวิตต่างชาติ ขอชี้แจงว่าสิ่งที่ตนต้องการคือการเห็นคนรายได้ระดับกลางล่างมีโอกาสเข้าถึงระบบการประกันชีวิต หากบริษัทประกันชีวิตเลือกที่จะลดเบี้ยประกันชีวิตให้ถูกลง การเปิดเสรีอาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นก็ได้
สหรบสำหรับกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ระบุ ว่า เบี้ยประกันชีวิตของไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงและต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน ยกเว้นสิงคโปร์นั้น ก็เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่เหตุที่เบี้ยประกันในประเทศเหล่านั้นสูงกว่าไทย เพราะเป็นระบบปิดหรือผูกขาด ต้องขอใบอนุญาตเช่นเดียวกับไทย
นายพฤฒิชัย กล่าวว่า ส่วนขณะที่ข้อตกลงการเปิดเสรีธุรกิจประกันชีวิตภายใต้การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 สิงคโปร์เรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันภัย แต่บริษัทประกันไทยไม่ใช่หรือ ที่ผลักดันรัฐบาลไทยให้เลื่อนการเปิดเสรีธุรกิจประกันชีวิตออกไปเป็นผลสำเร็จ โดยอ้างธุรกิจไม่มีความพร้อม ตนอยากถามว่า เมื่อบริษัทประกันชีวิตอ้างว่าไม่พร้อม แล้วต้องให้คนไทยจะต้องจ่ายเบี้ยประกันแพงกว่าสหรัฐและยุโรปสูงถึง 10 เท่าเช่นนั้นหรือ
กรณีที่บริษัทประกันชีวิตชี้แจงว่าการคิดเบี้ยประกันเป็นไปตามหลักสากล และการดำรงชีวิตคนไทยมีความเสี่ยงจึงต้องคิดเบี้ยประกันสูง จึงอยากถามว่าแล้วคนอเมริกันและยุโรปไม่มีความเสี่ยงเสียชีวิตหรืออย่างไร จึงอยากให้ธุรกิจประกันเปิดเสรีให้บริษัทประกันต่างชาติเข้ามาแข่งขัน เพื่อให้ค่าเบี้ยประกันถูกลงและเป็นธรรมกับผู้บริโภคมากขึ้น และเมื่อเทียบกันแล้วค่ารักษาพยาบาลและค่าครองชีพในสหรัฐและยุโรปสูงกว่าไทยมาก แต่เหตุใดเบี้ยประกันจึงถูกกว่าไทย
ส่วนกรณีที่บริษัทประกันชีวิตเป็นห่วงว่าหากมีบริษัทประกันชีวิตต่างชาติมาเปิดให้บริการในไทยจะทำให้คนไทยไม่ได้รับการดูแลเต็มที่ ต้องบอกว่าทุกวันนี้เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทไทยเป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่
เช่น สัญญากรมธรรม์ที่ระบุว่าผู้ทำประกันต้องไม่เคยมีโรคทางพันธุกรรม หากพบในภายหลังจะไม่ได้รับการคุ้มครอง เงื่อนไขอย่างนี้เปิดช่องให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบชัดเจน และเมื่อมีการร้องไปคปภ.ทางคปภ.ก็ต้องตัดสินในทางที่เป็นประโยชน์กับบริษัทฯ เพราะกรมธรรม์ประกันชีวิตมีเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ซื้อกรมธรรม์เสียเปรียบ
นายพฤฒิชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยสูงส่วนหนึ่งมาจากระบบการบริหารจัดการของธุรกิจนี้เอง เช่น นายหน้าประกันชีวิตจะได้รับส่วนแบ่งเบี้ยประกันชีวิตสูงถึง 50% ของเบี้ยประกันในปีแรกที่ผู้ซื้อประกันต้องจ่าย และส่วนแบ่งเบี้ยประกันจะลดลงในปีถัดไป ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตในต่างประเทศที่ต้นทุนต่ำ เพราะนำระบบซื้อประกันชีวิตผ่านระบบออนไลน์มาใช้
“ที่อ้างว่าคนไทยต้องจ่ายเบี้ยสูงเพราะคนทำประกันชีวิตน้อย อยากถามว่าถ้าเบี้ยถูกลงกว่านี้คนไทยก็จะมาทำประกันเพิ่มขึ้น อย่างกรณีน้ำท่วมล่าสุดที่มีคนเสียชีวิตกว่า 100 คน มีผู้ทำประกันชีวิต 2530 คน หากคนเหล่านี้จ่ายเบี้ยปีละไม่เกิน 3,000 บาทต่อปี แทนที่จะเป็นปีละ 4 หมื่นบาท คนที่อยู่ข้างหลังก็จะได้รับการดูแล อีกทั้งยังแบ่งเบาภาระรัฐบาลได้มาก” นายพฤติชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ได้ทำหนังสือเรียกนางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คปภ. มาพบอีกครั้งในวันที่ 3 ต.ค.นี้ หากคำชี้แจงไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็จะทำหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ใช้ดุลพินิจตัดสินใจเปิดเสรีธุรกิจประกันชีวิต







