
บจ.ทุ่มงบซื้อหุ้นคืนพยุงราคา
บจ.งัดกลยุทธ์ซื้อหุ้นคืนพยุงหุ้นล่าสุด SMT ใช้ 350 ล้านบาท ซื้อคืน 10% SVI เดินหน้าซื้อแล้ว 19 ล้านบาท
บจ.งัดกลยุทธ์ซื้อหุ้นคืนพยุงหุ้นล่าสุด SMT ใช้ 350 ล้านบาท ซื้อคืน 10% SVI เดินหน้าซื้อแล้ว 19 ล้านบาท
นายพลศักดิ์ เลิศพุฒิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ส ไมโคร อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) มีมติให้บริษัทดำเนินการซื้อหุ้นคืน จำนวน 41.62 ล้านหุ้น หรือ 10% ของทุนเรียกชำระแล้ว ในวงเงินไม่เกิน 350 ล้านบาท สำหรับระยะเวลาที่จะซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันที่ 12 ต.ค. 2554 เป็นต้นไป
สำหรับวัตถุประสงค์ของการซื้อหุ้นคืนครั้งนี้เพื่อเป็นการบริหารทางด้านการเงิน เพิ่มอัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) และผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผลต่อหุ้นสูงขึ้น รวมทั้งเป็นการส่งสัญญาณแก่นักลงทุนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท
ด้านฐานะการเงินของบริษัท ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2554 บริษัทมีกำไรสะสม 972.40 ล้านบาท และมีหนี้ที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่จะซื้อหุ้นคืน เท่ากับ 42.93 ล้านบาท ซึ่งบริษัทยังมีความสามารถในการชำระหนี้โดยมีแหล่งเงินทุนมาจากสินทรัพย์สภาพคล่อง รวมจำนวน 1,622.99 ล้านบาท สูงกว่าหนี้สินหมุนเวียนที่มีจำนวน 1,394.48 ล้านบาท และคาดว่าครึ่งปีหลังจะมีเงินสดจากการดำเนินงานจำนวน 400 ล้านบาท
ด้านบริษัท เอสวีไอ (SVI) แจ้งว่า บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นคืนในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ซื้ออีกจำนวน 4.24 ล้านหุ้นที่ราคา 3.22-3.32 บาท เป็นเงิน 13.86 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันซื้อคืนแล้วจำนวน 19.29 ล้านหุ้น หรือ 0.99% ของทุน ใช้เงินซื้อหุ้นรวม 75.38 ล้านบาท แต่ยังห่างไกลเป้าหมายที่คณะกรรมการบริษัทมีมติวันที่ 2 ก.ย. ให้ซื้อหุ้นคืน จำนวน 55 ล้านหุ้น ภายในวงเงินไม่เกิน 275 ล้านบาท
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า การซื้อหุ้นคืนของ บจ.ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการดูแลหุ้นของบริษัท หลังจากราคาดิ่งลงแรงจากปัจจัยต่างประเทศจนทำให้ราคาลดลงต่ำกว่าความเป็นจริง เช่นเดียวกับช่วงเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่มี บจ.ในตลาดรวม 67 บริษัท ใช้เงินในการซื้อหุ้นคืนเฉียด 2 หมื่นล้านบาท
นอกจาก บจ.จะซื้อหุ้นคืนแล้ว ในส่วนของผู้บริหารบริษัทก็ได้เข้าซื้อหุ้นตัวเองเช่นกัน โดยเฉพาะในวันที่ 26 ก.ย. หรือวันจันทร์ทมิฬ ระหว่างวันดัชนีลงไป 90 จุด พบว่าผู้บริหารของ 22 บจ.ได้เข้าซื้อหุ้นตัวเองโดยมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 24.84 ล้านบาท เช่น นายปิติ สิทธิอำนวย ซื้อหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) จำนวน 4,421 หุ้น ที่ราคา 140 บาท นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ซื้อหุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) จำนวน 3,000 หุ้น ที่ราคา 142 บาท
นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ซื้อหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) จำนวน 3,000 หุ้น ที่ราคา 269 บาท นายราเวส ปังกา ซื้อหุ้นบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) จำนวน 2 หมื่นหุ้นที่ราคา 28.32 บาท นายสวัสดิภาพ กัณฑาธรรม ซื้อหุ้นบ้านปู (BANPU) จำนวน 1,000 หุ้นที่ราคา 550 บาท
ด้านตลาดหุ้นไทยร่วงลงแรงมากที่สุดในเอเชีย ดัชนีหุ้นปิดที่ 931.60 จุด ลดลง 15.02 จุดหรือ 1.59% มูลค่าการซื้อขายบางตา 28,192 ล้านบาท โดยต่างชาติซื้อต่อ 98 ล้านบาท ส่วนพอร์ต บล.ทิ้ง 1,202 ล้านบาท
มาร์เก็ตติง กล่าวว่า นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานที่ราคาดีดขึ้นมามากวันก่อน ขณะที่มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยบริษัทหลักทรัพย์ภัทรให้ราคาเป้าหมายหุ้น BBL ที่ 182 บาท เนื่องจากมองแนวโน้มในระยะยาวยิ่งดีขึ้น สินเชื่อเติบโตปีละ 10-12%







