
‘ฌาปนกิจครู’แย่งเบี้ยประกัน
โบรกเกอร์โอดยอดขายวูบ5%ปรับแผนดันสินค้าหลากหลาย
โบรกเกอร์โอดยอดขายวูบ5%ปรับแผนดันสินค้าหลากหลาย
โบรกเกอร์รับโครงการฌาปนกิจกลุ่มครู ทำยอดขายประกันกลุ่มลดลง 5%
นายปานวัฒน์ กูรมาภิรักษ์ นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย และประธานบริษัท เอส.จี.เอ. ไลฟ์ อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ เปิดเผยว่า โครงการฌาปนกิจกลุ่มครูทำให้ยอดขายประกันชีวิตกลุ่มครูของบริษัทเติบโตลดลง 5% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 10% ในปีนี้ โดยมีเบี้ยรับรวมประมาณ 300 ล้านบาท ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยและจากอุบัติเหตุ อัตราเบี้ยประกันภัยต่อหัวต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 450-700 บาทต่อความคุ้มครอง 1 แสนบาท ซึ่งราคาเบี้ยขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของครูแต่ละพื้นที่
“ส่วนใหญ่แล้วครูจะทำทุนประกันชีวิตประมาณ 5 แสน-1.5 ล้านบาท เราเป็นนายหน้าที่มีฐานลูกค้ากลุ่มครูมากที่สุด ซึ่งโครงการฌาปนกิจทำให้ยอดขายประกันชีวิตกลุ่มของเราลดลงประมาณ 5%” นายปานวัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กลุ่มครูยังมีความต้องการประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันอัคคีภัย ประกันภัยรถยนต์ และประกัน พ.ร.บ.ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละ 5% ซึ่งบริษัทในฐานะนายหน้าประกันภัยและนายหน้าประกันชีวิต สามารถให้บริการครบวงจร
นายปานวัฒน์ กล่าวว่า ความต้องการประกันภัยและประกันชีวิตของผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกเองมากขึ้น ทำให้โอกาสของการเสนอขายประกันสรรพภัย หรือไอเออาร์ ที่คุ้มครองความเสี่ยงทุกประเภทสูงขึ้น เนื่องจากแบบประกันสำเร็จรูปที่เป็นมาตรฐานทั่วๆ ไป จะมีข้อจำกัดในการให้ความคุ้มครอง เช่น ประกันอัคคีภัย จะคุ้มครองไฟไหม้ ภัยเปียกน้ำ ไม่ได้คุ้มครองอุบัติเหตุ ไม่คุ้มครองน้ำท่วม บริษัทนายหน้าประกันภัยหรือตัวแทนจะเสนอความคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกความเสี่ยง และได้รับความนิยมจากลูกค้ามากขึ้น
“ประกันภัยไอเออาร์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะลูกค้ารายใหญ่เท่านั้น ลูกค้ารายบุคคลหรือรายย่อยก็สามารถทำได้ เช่น ประกันไอเออาร์ห้องชุด ที่นอกจากจะมีความคุ้มครองอัคคีภัยแล้ว ยังมีค่าเช่าให้ในกรณีที่ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นระหว่างซ่อมแซมห้องพัก ซึ่งตัวแทนหรือนายหน้าที่มีใบอนุญาตที่มีความรู้จริงในความคุ้มครองและวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าได้ จะสามารถจัดความคุ้มครองให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เมื่อเกิดเหตุการณ์จะไม่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้ง” นายปานวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ นายปานวัฒน์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทยคนใหม่ต่อจากนายเรืองวิทย์ นันทาภิวัฒน์ ซึ่งมีนโยบายที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกจาก 65 บริษัท เป็น 150 บริษัท ภายใน 2 ปี







