
เข็มทิศตลาดทุน
เป็นสัปดาห์แห่งความวิปโยคเมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกพร้อมใจกันดิ่งเหวต่อเนื่องมาตั้งแต่ค่อนปลายสัปดาห์
เป็นสัปดาห์แห่งความวิปโยคเมื่อตลาดหุ้นทั่วโลกพร้อมใจกันดิ่งเหวต่อเนื่องมาตั้งแต่ค่อนปลายสัปดาห์
หลังจากที่เกิดสารพัดปัญหารุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ ที่เห็นว่าสหรัฐมีความเสี่ยงอย่างหนัก อีกทั้งมาตรการ โอเปอเรชัน ทวิสต์ ที่เฟดหวังใช้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ก็ยังถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
ขณะที่ปัญหาในยุโรปนั้นกำลังเข้าสู่ภาวะร้อนแรง ท่ามกลางกระแสความหวั่นเกรงว่ากรีซจะกลายเป็นหนี้เสียในที่สุด อีกทั้งยังหวั่นเกรงกันว่ากองทุนเสถียรภาพทางการเงินแห่งยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ซึ่งเป็นแหล่งทุนที่จะให้ความช่วยเหลือชาติที่มีปัญหานั้น อาจจะมีทุนไม่เพียงพอที่จะรับมือถ้าหากวิกฤตหนี้ในยุโรปทะลุจุดเดือด กรีซหรือประเทศใดๆ ต้องกลายเป็นหนี้เสียในที่สุด
สัปดาห์ที่ผ่านมายังเป็นสัปดาห์แห่งการตัดลดอันดับเครดิต เมื่อ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประกาศตัดลดความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของอิตาลีลง 1 ขั้น หลังการเติบโตของอิตาลีไม่เป็นที่น่าพอใจ และระดับหนี้สาธารณะของอิตาลีก็สูงถึง 120% ของจีดีพี
ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของสหรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ แบงก์ ออฟ อเมริกา ซิตี้ กรุ๊ป และเวลส์ ฟาร์โก ก็ถูกมูดี้ส์ลดความน่าเชื่อถือลง โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลสหรัฐอาจจะไม่เข้าไปช่วยเหลือแล้ว ถ้าหากธนาคารเหล่านี้เกิดภาวะไร้เสถียรภาพทางการเงินขึ้น หลังจากที่วิกฤตในปี 2008 นั้น รัฐบาลสหรัฐถูกก่นด่าอย่างหนักที่นำเงินภาษีประชาชนไปช่วยอุ้มเอกชน จนรัฐบาลเองต้องขาดดุลงบประมาณอย่างรุนแรง
การประกาศมาตรการ โอเปอเรชัน ทวิสต์ ของธนาคารกลางสหรัฐ ยังทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมาในทันทีด้วย ทำให้นักลงทุนหนีออกจากตลาดหุ้นเข้าไปในตลาดที่ปลอดภัยกว่าอย่างตลาดพันธบัตร ทำให้ราคาพันธบัตรระยะ 10 ปี ของรัฐบาลสหรัฐราคาพุ่งกระฉูด สวนทางกับผลตอบแทนที่ลดลงในทันที
สุดท้ายปัจจัยลบจากข้อมูลทางเศรษฐกิจจากจีน ที่ดัชนีภาคการผลิตร่วงติดกันเป็นเดือนที่ 3 ในเดือน ส.ค. ทำให้เกิดความหวั่นเกรงว่าการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีนนั้น จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่รอพึ่งความหวังจากพลังของเศรษฐกิจจีน
ตลาดหุ้นทั่วเอเชียเมื่อวานนี้ ดิ่งเหวลงกันถ้วนหน้า โดยตลาดหุ้นโซลร่วงลงไป 5.73% ตลาดฮ่องกงร่วงลงไป 1.32% ตลาดหุ้นซิดนีย์ร่วงลงไป 1.56% ตลาดหุ้นไต้หวันร่วงลงไป 3.55% ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ร่วงลงไป 0.41%
ส่วนดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐร่วงลงไปถึง 3.51% เอสแอนด์พี 500 ร่วงลงไป 3.19% และแนสแด็กร่วงลงไป 3.25%
ด้านตลาดหุ้นยุโรปก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน ตลาดหุ้นเยอรมนีร่วงลงไป 2.31% และตลาดหุ้นรัสเซียร่วงลงแรงที่สุดถึง 5%







