
ยุโรปซึมยาว3ปี
ท่องเที่ยวหันหาเอเชียทดแทนกิตติรัตน์ชี้บูรณาการสู่2ล้านล.
ท่องเที่ยวหันหาเอเชียทดแทนกิตติรัตน์ชี้บูรณาการสู่2ล้านล.
สทท.ชี้วิกฤตยุโรปซบยาว 3 ปี กระทบยอดจองล่วงหน้าไฮซีซันปีนี้วูบ 15% ด้านบริษัททัวร์ โรงแรม หนีตายแห่รุกเอเชีย
นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานฝ่ายนโยบาย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สทท.เชื่อวิกฤตการเงินของประเทศแถบยุโรปจะยืดเยื้อยาวนานกว่า 3 ปี โดยผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ได้ประเมินว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะมีลักษณะเดียวกับวิกฤตต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นในแถบเอเชียเมื่อปี 2540
สทท.ได้รับรายงานจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น บริษัททัวร์ โรงแรม เริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตทางการเงิน ซึ่งวัดได้จากยอดการจองล่วงหน้าของนักท่องเที่ยวแถบยุโรปที่จะเดินทางมาช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) ระหว่างเดือน พ.ย.ม.ค.ปีหน้า ลดลงราว 10-15% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโร ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางระยะไกล
“ปกตินักท่องเที่ยวยุโรปจะจองแพ็กเกจทัวร์ล่วงหน้า 1 เดือนครึ่งก่อนการเดินทาง ช่วงปลายเดือน ก.ย.ต.ค. จะเป็นฤดูกาลจอง แต่ปีนี้ค่อนข้างซบเซาและเห็นผลกระทบได้อย่างชัดเจน” นายกงกฤช กล่าว
อย่างไรก็ตาม สทท.เชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดยุโรปที่ลดลงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวไทยทั้งประเทศ เนื่องจากช่วงเดือน ม.ค.ส.ค.ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวทั้งประเทศเติบโต 27% สามารถชดเชยกับตัวเลขนักท่องเที่ยวแถบยุโรปที่หายไปได้ โดยคาดว่าตลอดปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทย 19 ล้านคน รายได้ 7 แสนล้านบาท ส่วนรายได้จากตลาดยุโรปที่ลดลงอยู่ระหว่างการประเมินตัวเลข ซึ่งตลาดดังกล่าวสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวไทยสัดส่วน 50-60% ของรายได้ทั้งหมด
นายกงกฤช กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นตลาดยุโรปต่างปรับกลยุทธ์การทำตลาดโดยมุ่งตลาดโซนเอเชียมากขึ้น โดยบางบริษัทได้เร่งเปิดตัวแทนจำหน่ายตลาดที่น่าสนใจอย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ทดแทน
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานสัมมนาจับทิศท่องเที่ยวไทย 2 ล้านล้านบาท ความท้าทายรัฐบาลใหม่ ว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศ (ททท.) และ สทท.ต้องเร่งจัดทำแผนบูรณาการด้านการท่องเที่ยวของประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวปี 2558 จำนวน 2 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ มองว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการท่องเที่ยวทุกด้าน ทั้งด้านทรัพยากร เทคโนโลยี และระบบสาธารณูปโภค แต่ยังขาดการบูรณาการอย่างเข้มแข็ง ทาง ททท.ควรทำงานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในฐานะที่ปรึกษาของภาครัฐ มากกว่าการเป็นผู้ขอรับการสนับสนุนเหมือนที่ผ่านมา
นายกงกฤช กล่าวว่า รัฐบาลต้องปรับแนวคิดยุทธศาสตร์เป้าหมาย 2 ล้านล้านบาทที่ตั้งไว้ โดยนำรายได้ตลาดในประเทศและรายได้จากการลงทุนทางการท่องเที่ยว รวมเป็นรายได้รวม เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2558







