
หางานออนไลน์สร้างความพร้อมรับเปิดเสรี
ตลาดงานในเวลานี้ เป็นโอกาสของคนหางานอย่างแท้จริง เพราะภาวะการว่างงานต่ำมาก
ตลาดงานในเวลานี้ เป็นโอกาสของคนหางานอย่างแท้จริง เพราะภาวะการว่างงานต่ำมาก
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ตลาดงานในเวลานี้ เป็นโอกาสของคนหางานอย่างแท้จริง เพราะภาวะการว่างงานต่ำมาก มีประมาณหลักแสนคนเท่านั้น เทียบกับปีที่ผ่านมามีคนว่างงานประมาณ 4 แสนคน สิ่งนี้ทำให้คนหางานมีอำนาจเหนือกว่าบริษัท จำนวนคนว่างงานไม่ได้หมายความว่ามีคนว่างงานจริงๆ แต่หมายถึงว่ามีคนกำลังมองหางานอยู่มากน้อยเท่าใด ยิ่งมีน้อย ทางเลือกของบริษัทก็น้อยตามไปด้วย ทำให้การค้นหาคนที่มีความสามารถมาร่วมงานเป็นเรื่องยาก ยิ่งการเปิดเสรีการค้าอาเซียนในปี 2558 ขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ความกังวลใจเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานก็เป็นที่น่าจับตามอง
นพวรรณ จุลกนิษฐ ผู้จัดการทั่วไปบริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ผ่านเว็บไซต์ www.jobsdb.com กล่าวว่า คนสมัครงานต้องเตรียมตัวทั้งเรื่องภาษา ต้องพูดสนทนา ใช้นำเสนองาน เจรจาติดต่องานได้ ต่อมาคือการใช้ไอที ความรู้มาตรฐานการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ต้องทำได้เป็นปกติ ด้านความรู้รอบตัว ต้องมีความรู้ที่เกินกว่าในห้องเรียนและนำมาพัฒนาเป็นทักษะของตัวเอง สุดท้ายต้องมีประสบการณ์จากการฝึกงาน การเข้าประกวดแข่งขันเวทีต่างๆ เพราะบริษัทต่างๆ ต้องการคนมีประสบการณ์ทำงาน ยิ่งต่อไปมีการเปิดเสรี นอกจากแรงงานต่างประเทศที่จะเข้ามาแล้ว ยังเป็นโอกาสที่แรงงานไทยจะออกไปทำงานต่างประเทศด้วย เช่น สิงคโปร์ ที่มีการดึงแรงงานระดับหัวสมองไปทำงานด้วยเป็นจำนวนมาก เรียกว่าคนที่เก่งจริงจะได้งาน
แน่นอนว่าการหางานผ่านระบบออนไลน์จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ยิ่งมีการหางานระหว่างประเทศเกิดขึ้น การเก็บฐานข้อมูลแรงงานบนระบบออนไลน์จะช่วยให้บริหารจัดการข้อมูลได้ดีขึ้น หรือหากมีการรับสมัครงานเป็นจำนวนมาก การมีระบบช่วยในการคัดกรองก็เป็นเรื่องสำคัญ แสดงให้เห็นว่าการสมัครงานผ่านเว็บไซต์ดีกว่า เพราะถ้ายังไม่ได้งานที่ต้องการ โอกาสที่งานที่ตรงกับผู้สมัครมากที่สุดก็จะวิ่งเข้ามาหาเรื่อยๆ
สำหรับตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการเสมอ อันดับแรกคือ พนักงานขาย เพราะทุกบริษัทต้องขายสินค้าหรือบริการเหมือนกันหมด แม้จะมองว่าเป็นงานที่ใครก็ทำได้ แต่อยู่ที่ทักษะส่วนบุคคลด้วย งานต่อมาคือ ไอที ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เพราะเทคโนโลยีมีมากมายหลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นบุคลากรสายไอทีจึงเป็นที่ต้องการเสมอ และยังขาดแคลนอีกมาก ต่อมาคือ สายบัญชี พนักงานบัญชีเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดเวลาเช่นกัน สายงานที่ 4 คือ วิศวกร ทุกสาย ยิ่งในช่วงเศรษฐกิจดีมีการขยายตัว ประเทศมีการลงทุนต่อเนื่อง วิศวกรคืองานที่มีความต้องการสูง และสุดท้ายคือ งานสายตลาด แต่ต้องมีความทันสมัยคือ เข้าใจการทำตลาดออนไลน์มากขึ้น สามารถประยุกต์การทำตลาดทั้งแบบเดิมและแบบใหม่เข้าด้วยกันได้
“คนส่วนใหญ่จบมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ตอนเลือกเรียนไม่ดูตลาด ไม่สนใจศึกษาความต้องการของตลาด ไม่ฝึกงาน ทำให้ขาดปัจจัยที่เป็นที่ต้องการแทบทั้งสิ้น การช่วยเหลือที่ดีคือ ต้องเปิดอินเทอร์เน็ต เปิดเว็บไซต์จัดหางานให้มากขึ้น เพราะมีความรู้รออยู่แล้ว ไม่จำเป็นว่าต้องกำลังหางานอยู่ แต่สามารถดูได้ตั้งแต่เรียน เพื่อเตรียมความพร้อมและเลือกเส้นทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้เปรียบในการแข่งขัน
นอกจากนี้ งานสายอาชีวะ ก็เป็นอีกสายงานหนึ่งที่มีความต้องการตลอดและขาดแคลนตลอดด้วย แต่ประเทศไทยมีค่านิยมผิดว่าเป็นสายงานที่ไม่เป็นที่ต้องการ ซึ่งในตลาดมีความต้องการงานสายช่างทุกประเภทเป็นจำนวนมาก และยังมีงานด้านอื่นๆ อีก จุดนี้ หากมีการศึกษาตลาดงานเป็นอย่างดีจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องได้
ส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำทั้งเงินเดือนปริญญาตรีและค่าจ้าง 300 บาทนั้น ต้องคำนึงเสมอว่าบริษัทจะจ่ายเงินจ้างแรงงานที่มีทักษะมากขึ้นเท่านั้น ถ้าความสามารถเท่าเดิมแต่ต้องจ่ายเงินมากขึ้น ก็ไม่ใช่แนวทางทำธุรกิจ ดังนั้นแรงงานต้องมีการพัฒนาตนเอง ซึ่งแนวทางในการเตรียมพร้อมการพัฒนาสามารถทำได้ผ่านการศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ต ที่รวบรวมข้อมูลความต้องการของตลาดไว้อยู่แล้ว
เกษร หวังวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบุคลากรและวางแผน บริษัท พานาโซนิค แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ค่าจ้างถือเป็นต้นทุนที่สำคัญของธุรกิจ กระทบทั้งการผลิตและการส่งออก ดังนั้นหากมีการประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั้งอัตราเงินเดือนสำหรับระดับปริญญาตรี หรือค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เท่ากับว่าผู้สมัครงานต้องมีการพัฒนาทักษะและคุณภาพให้หลากหลายมากขึ้น หากการเมืองดี เศรษฐกิจดี บริษัทที่ผลิตและส่งออกก็ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกได้ การรับพนักงานเพิ่มก็จะยังคงมีอยู่
“การเปิดเสรีอาเซียน ทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น การแข่งขันก็สูงขึ้น แรงงานและสินค้าสามารถไหลข้ามประเทศได้อย่างเสรีมากขึ้น บริษัทต้องพัฒนาทักษะของพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การคัดเลือกพนักงานใหม่ก็ต้องเข้มงวดมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดจำนวน โดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 100150 ตำแหน่งต่อปีอยู่แล้ว สำหรับระดับปริญญาตรี” เกษร กล่าว
ขณะเดียวกัน ตัวบัณฑิตที่จบใหม่เอง ก็ต้องรู้จักพัฒนาตนเองให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งตอนนี้งานในสายอาชีวะกำลังขาดแคลนอยู่อีกมาก หากพัฒนาฝีมือให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมและมีการเสริมความรู้ให้รอบด้าน โดยเฉพาะด้านภาษา คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นทักษะสากลแล้ว โอกาสในการหางานก็จะดีขึ้น จุดนี้ยังรวมถึงการเลือกใช้เครื่องมือในการสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะสามารถคัดกรองงานที่เหมาะสมและตรงกับคุณสมบัติได้ดีกว่า อีกทั้งหากว่ามีบริษัทที่ต้องการคนที่ใกล้เคียงกับความสามารถที่มี ยังมีการจับคู่คนกับงานให้อีกด้วย ถือว่าสะดวกและคล่องตัวกว่าการสมัครงานแบบเดินไปยื่นใบสมัครด้วยตัวเองแบบเดิมๆ
สุรศักดิ์ ดุษฎีเมธา รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานทรัพยากรบุคคล ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากปกติบริษัทมีการรับสมัครพนักงานต่อปีจำนวนมากอยู่แล้ว และไม่มีการปรับลดลง โดยเฉพาะในบางตำแหน่งที่ยังขาดแคลนด้วย โดยกสิกรไทยมีการรับพนักงานใหม่ประมาณ 3,000 ตำแหน่งต่อปี มากกว่า 50% เป็นปริญญาตรี และให้เงินเดือนสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้วด้วย เชื่อว่าบริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่ถ้าเป็นบริษัทเล็กๆ หรือเอสเอ็มอี น่าจะเป็นปัญหาพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้สมัครงาน การปรับฐานเงินเดือนใหม่จะทำให้มีทางเลือกมากขึ้น แต่แน่นอนว่าการเข้าสู่ตลาดแรงงานก็ต้องมีการพัฒนาทักษะให้ดีขึ้น ต้องมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับตัวทำงานได้ในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ ภาษา เพราะการติดต่องานกับลูกค้า ซึ่งมีหลากหลายประเทศต้องรู้ทักษะด้านภาษาเป็นอย่างดี แม้ไม่มีการเปิดเสรีการค้าอาเซียน ภาษาก็เป็นเรื่องจำเป็น ยิ่งถ้ามีการเปิดเสรีเมื่อไร ภาษายิ่งจำเป็นมากขึ้น
ที่ผ่านมา กสิกรไทยใช้ระบบการรับสมัครงานผ่านเว็บไซต์และระบบออนไลน์ ซึ่งช่วยได้มากในการคัดกรองคนให้ตรงกับความต้องการ เพราะด้วยจำนวนพนักงานที่รับใหม่กับจำนวนบริษัทในเครือที่มีทั้งหมด การมีระบบจะช่วยให้การบริหารจัดการง่าย ซึ่งคนสมัครงานที่เข้ามาก็ต้องผ่านระบบนี้เพื่อง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลด้วย
สุดท้ายองค์กรที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มเอสเอ็มอี ที่นอกจากจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอีกด้วย เพราะการมีแรงงานไหลเข้าและออก มีการแข่งขันกันดึงแรงงานคุณภาพ ทั้งยังมีการแข่งขันในเชิงธุรกิจด้วย องค์กรขนาดใหญ่ยังมีโอกาสที่ดีอยู่ ดังนั้นสำหรับเอสเอ็มอี การใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการปรับตัวเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ จุดนี้เรื่องแรงงานเป็นเพียงด่านแรกเท่านั้นที่จะเกิดขึ้น ยังมีการแข่งขันที่รุนแรงทั่วตลาดอาเซียนรออยู่อีกด้วย







