
ข่าวดี ลดหย่อนภาษีอีกแล้ว
เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติการลดภาษีรถคันแรกในส่วนของภาษีสรรพสามิตให้เต็มจำนวน
เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติการลดภาษีรถคันแรกในส่วนของภาษีสรรพสามิตให้เต็มจำนวน
โดย..สาธิต บวรสันติสุทธิ์
แต่ไม่เกินวงเงิน 1 แสนบาท ซึ่งจะนำไปลดหย่อนในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในระยะเวลา 5 ปี 1 แสนบาท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2554 เป็นต้นไป ซึ่งหลักเกณฑ์ลดภาษีรถคันแรกมีดังนี้
จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 21 ปี และไม่เคยเป็นเจ้าของรถยนต์คันใดมาก่อน จะต้องซื้อในระหว่างวันที่ 16 ก.ย. 2554 ถึง 31 ธ.ค. 2555
ต้องเป็นรถยนต์นั่งขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1500 ซีซี หรือรถกระบะไม่จำกัดขนาดเครื่องยนต์ ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท
ต้องขึ้นทะเบียนเพื่อประทับตราห้ามซื้อขายแลกเปลี่ยนมือลงในสมุดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าว เป็นระยะเวลา 5 ปี
ต้องจ่ายเงินในราคาเต็มไปก่อน การคืนภาษีจะคืนในปีถัดไป
ทั้งนี้ มีผู้สิทธิลดหย่อนภาษีจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในระบบภาษีของกรมสรรพากรเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีกรมสรรพากรจะไม่ได้รับสิทธิ หรือผู้ที่มีรถอยู่แล้วก็ไม่มีสิทธิเช่นกัน และโปรโมชันนาทีทองเช่นนี้มีแค่ถึงสิ้นปีหน้าเท่านั้น ใครที่ไม่เคยมีรถ ก็รีบคว้าไว้นะครับ โอกาสอย่างนี้ไม่รู้จะมาอีกเมื่อไหร่
แต่สำหรับท่านที่มีรถอยู่ ก็ลองมองหาค่าลดหย่อนอย่างอื่นที่กรมสรรพากรให้ก็ได้ มีหลายอย่าง เช่น RMF LTF ประกันชีวิต ประกันบำนาญ หรือการบริจาค ฯลฯ โดยเฉพาะการบริจาคที่พวกเราคุ้นเคยมักเป็นการบริจาคให้วัด มูลนิธิ ศาสนสถาน ฯลฯ ซึ่งบริจาคเท่าไหร่ก็หักลดหย่อนได้เท่านั้น และไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ แต่จริงๆ แล้วการบริจาคแบ่งเป็น 3 ประเภท
การบริจาคเกี่ยวกับการศึกษาที่เรียกว่า “จ่าย 1 ได้ 2” สามารถหักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาที่สามารถนำมาหักลดหย่อนต้องเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดหาหรือจัดสร้างอาคาร อาคารพร้อมที่ดิน หรือที่ดินให้แก่สถานศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษา หรือจัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการศึกษา แบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ สื่อ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เป็นการบริจาคให้แก่สถานศึกษาตามรายชื่อสถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด และผู้บริจาคต้องมีหลักฐานจากสถานศึกษาที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาตามโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ
การบริจาคให้สถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน เพื่อใช้ในการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่านสามารถหักได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน โดยผู้ที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ในการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่านให้แก่สถานศึกษา ต้องมีหลักฐานดังต่อไปนี้จากสถานศึกษา (1) ใบเสร็จรับเงิน กรณีบริจาคเป็นเงิน (2) หลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าได้จัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่านให้แก่สถานศึกษา ซึ่งได้ระบุมูลค่าของหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน กรณีบริจาคเป็นหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน (ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 200) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับเงินได้ที่จ่ายให้แก่สถานศึกษา เพื่อใช้ในการจัดหาหนังสือหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมการอ่าน)
การบริจาคทั่วไป หักได้เท่าที่บริจาคแต่ไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน เงินบริจาคการศึกษา
จะเห็นได้ว่าการบริจาคแบบ 1 และ 2 ให้ประโยชน์ทางภาษีมากกว่า ดังนั้นหากเรามีเป้าหมายหลักคือ ประหยัดภาษี ก็ควรจะบริจาคตามลำดับจาก 13 แต่หากเป้าหมายหลักคือการทำบุญ ก็เลือกบริจาคตามใจศรัทธาครับ และที่สำคัญ ไม่ต้องไปซื้อรถด้วยครับ ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะเราอาจได้กำไรภาษี แต่ต้องเสียค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ ฯลฯ และที่สำคัญต้องเสียเวลาพารถออกไปติดเล่นบนถนนครับ







