posttoday
ประโยชน์ของ Operation Twist และ QE3  Plus

ประโยชน์ของ Operation Twist และ QE3 Plus

22 กันยายน 2554

สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรการของธนาคารกลางสหรัฐที่กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก

สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรการของธนาคารกลางสหรัฐที่กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก

โดย..สุกิจ อุดมศิริกุล 

ไม่ว่าจะเป็น Operation Twist หรือ QE3 ทั้งนี้มาตรการทั้งสองอย่างมีไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะชะลอตัวมากกว่าคาดการณ์ในช่วงครึ่งหลังปี 2554 และ ปี 2555

สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นในวันที่ 20-21 ก.ย. (ซึ่งผมคาดว่าทุกท่านจะทราบผลการประชุมเรียบร้อยแล้ว) ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงคำว่า Operation Twist ซึ่งมาตรการดังกล่าวเคยถูกใช้มาแล้วในช่วงเดือน มี.ค. 2552 แต่ในช่วงนั้นไม่ค่อยเป็นที่สนใจของนักลงทุนเท่ากับครั้งนี้

สำหรับ Operation Twist นั้น หมายถึง การที่ธนาคารกลางสหรัฐมีการปรับปรุงอายุเฉลี่ยของพันธบัตรรัฐบาลที่ถือครองอยู่ให้มีค่าเฉลี่ยที่นานขึ้น ซึ่งวิธีการดังกล่าวแตกต่างจากมาตรการในการเข้าซื้อพันธบัตร หรือ QE (เชื่อว่าทุกท่านเริ่มคุ้นเคยแล้ว) ในช่วงที่ผ่านมา ในแง่ที่ว่ามาตรการในการเข้าซื้อพันธบัตรเป็นการเพิ่มปริมาณเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและการเงิน ส่วน Operation Twist เป็นการใช้เงินทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นปริมาณเงินในระบบจึงไม่ได้เพิ่มขึ้น

ประโยชน์ของ Operation Twist และ QE3  Plus

สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในครั้งล่าสุดนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะนำเงินทุนจากพันธบัตรรัฐบาลที่กำลังจะหมดอายุมาลงทุนต่อในพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุยาวขึ้น ซึ่งคาดว่าส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรรัฐบาลในช่วงอายุ 7-10 ปี

โดยผลประโยชน์ของ Operation Twist นั้น เพื่อเป็นการทำให้อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรระยะยาวปรับตัวลดลง ซึ่งหากธนาคารกลางสหรัฐประกาศว่าจะใช้วงเงินในการทำ Operation Twist ประมาณ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก็มีโอกาสทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลดลงไปได้ประมาณ 0.25-0.5% และการที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรลดลงจะช่วยให้ต้นทุนในการกู้เงินของประชาชนไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้านหรือซื้อรถยนต์จะมีดอกเบี้ยที่ลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลดีในการช่วยเพิ่มการบริโภคของสหรัฐ นอกจากผลดีต่อการบริโภคซึ่งเป็นผลในระยะยาวแล้ว ผลประโยชน์ในระยะสั้นจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง แต่จะไม่รุนแรงเท่ากับในช่วงมีการใช้มาตรการ QE2 เพราะมีปริมาณเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นด้วย การอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐจะส่งผลดีต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำ รวมถึงทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย

ส่วนกรณีของ QE3 นั้นไม่ได้ถูกคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐครั้งนี้ แต่ถูกคาดการณ์ว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ภายในปี 2554 จนถึงต้นปี 2555 ทั้งนี้ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐว่าจะมีแนวโน้มตกต่ำแค่ไหน โดยส่วนตัวผมมีความเห็นว่า หากธนาคารกลางสหรัฐมีการใช้มาตรการ QE3 ในรูปแบบเดิมที่เคยทำใน 2 รอบที่ผ่านมา ก็อาจจะไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากการทำ QE ทั้งสองรอบใช้เงินรวมกันประมาณ 2.35 ล้านล้านบาท แต่ส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2553 ขยายตัวได้เพียง 3% ดังนั้นผมจึงคาดว่าการใช้มาตรการ QE3 ในรอบใหม่นี้จะต้องเป็นช่วงเวลาที่จำเป็นจริงๆ และที่สำคัญหากต้องการเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นให้กลับมาอย่างยั่งยืน คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการซื้อสินทรัพย์ที่จะสะท้อนให้เห็นผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินมากขึ้น ผมจึงคิดว่ามาตรการ QE ในรอบนี้ต้องเป็น QE3 Plus

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ ผมเชื่อว่าตลาดฯ รับข่าวร้ายไปพอสมควร ทำให้ดัชนีฯ ลดลงไปใกล้ 1,000 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ผมคาดว่าได้มีการสะท้อน 1) การคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2554 จะเติบโตเพียง 1.5% 2) ความกังวลว่ากรีซจะผิดนัดชำระหนี้ เพียงแต่ยังไม่ได้สะท้อนวิกฤตสถาบันการเงินในยุโรป ดังจะเห็นได้ชัดเจนว่า ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมาก และมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรในเอเชีย รวมถึงมีการขายทองคำด้วย ซึ่งเป็นภาพสะท้อนความกังวลของนักลงทุนในฝั่งสหรัฐและยุโรปที่ต้องการถือเพียงเงินสดเท่านั้น คล้ายกับช่วงปี 2551-2552 แต่รอบนี้ยังไม่รุนแรงเท่า โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเราจะสามารถผ่านปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐและหนี้ยุโรปไปได้เหมือนกับ 18 เดือนที่ผ่านมา ส่วนปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินในยุโรปจะคลายตัวตามปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรป ทำให้เชื่อว่าไตรมาส 4/2554 จะเป็นไตรมาสที่มีข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย และตลาดหุ้นจะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้ไปถึง 1,200 จุด

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก