posttoday
คุ้มไหมที่ต้องจ่าย (คอมมิชชั่น) แพง

คุ้มไหมที่ต้องจ่าย (คอมมิชชั่น) แพง

18 กุมภาพันธ์ 2553

เป็นข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์ที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร พาลูกค้าสถาบันซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) จำนวน 15 ราย รวม 20 คน ทำหนังสือขอเข้าพบ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเมื่อบ่ายวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุก่อนวันตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

การพาลูกค้าของบล.ภัทร บุกไปทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นงานบริการอย่างหนึ่งของธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นกองทุน ได้ข้อมูลการเมืองที่ถูกต้อง สามารถนำไปประเมินสถานการณ์ให้สอดคล้องกับการลงทุนยิ่งขึ้น

ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องใหญ่ แต่กลายเป็นข่าวใหญ่เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ และอยู่ในกระแสความสนใจของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งนักลงทุนต่างชาติก็เกาะติดเหตุการณ์นี้เช่นกัน

ที่ผ่านมาโบรกเกอร์หลายรายพาลูกค้าสถาบัน บลจ. หรือนักลงทุนรายใหญ่ หาข้อมูลเศรษฐกิจตามหน่วยงานรัฐ ซึ่งไม่ต่างจากการเยี่ยมบริษัทจดทะเบียนรับฟังข้อมูล (Company Visit) โบรกเกอร์บางรายเคยพาลูกค้าไปพบนายกรัฐมนตรี แต่ไม่เป็นข่าว บางรายพาลูกค้าไปฟังผู้พิพากษาเล่าให้ฟังถึงขั้นตอนการแก้ปัญหาโครงการมาบตาพุด รวมถึงการไปฟังความคิดเห็นบก.การเมืองหนังสือพิมพ์ หรือเคยพาลูกค้ากองทุนนั่งแอร์พอร์ตลิงก์ก็เคยทำมาแล้ว เพราะเป็นงานบริการตามปกติของแต่ละโบรกเกอร์ที่จะทำ ส่วนจะพาลูกค้าไปทางไหน พบใคร ขึ้นอยู่กับคอนเนกชัน หรือสายสัมพันธ์ที่โบรกเกอร์มีกับแหล่งข้อมูลนั้นๆ

นอกเหนือจากข้อมูลบนหน้ากระดานที่เรียกกันว่าบทวิเคราะห์ ซึ่งเป็นงานบริการพื้นฐานที่โบรกเกอร์มีให้กับลูกค้าแล้ว การพาลูกค้าออกหาข้อมูลนอกสถานที่ น่าจะเป็นบริการเสริมก็ว่าได้ ฉะนั้นโบรกเกอร์ใหญ่จึงไม่มีความแตกต่างในการให้บริการ แต่จะโค่นกันตรงที่คุณภาพงานวิเคราะห์เท่านั้น

จะเห็นได้ว่าก่อนเปิดเสรีค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (คอมมิชชัน) การคิดค่าคอมมิชชันอัตราคงที่ 0.25% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด งานวิเคราะห์ไม่ได้เป็นปัญหาต้นทุนให้กับโบรกเกอร์ แต่วันนี้การเปิดเสรีคอมมิชชันแบบขั้นบันได ทำให้งานวิจัยเป็นต้นทุนบริการที่โบรกเกอร์ต้องนำมาคิด เพื่อให้สอดคล้องกับการจ่ายคอมมิชชันของลูกค้า

หากเป็นลูกค้ารายใหญ่ ประเภทกองทุนส่วนบุคคล บลจ. การมีบทวิเคราะห์คุณภาพดีๆ ถือว่าสำคัญกับการบริหารจำนวนเงินมหาศาล โดยเฉพาะเงินของประชาชน ที่บลจ.บริหารอยู่นั้น มากกว่าค่าคอมมิชชันน้อยนิดที่ต้องจ่าย 0.20% ในขณะนี้ ตามที่โบรกเกอร์รายใหญ่ส่วนใหญ่ ฮั้วกันเก็บกองทุน 0.20%

ทั้งที่ บลจ.มีสิทธิที่จะเดินเข้าไปหาโบรกเกอร์รายเล็กอื่นๆ ที่หั่นค่าคอมมิชชันได้ต่ำกว่า 0.20% แต่ที่ต้องยอมจ่ายแพง เพราะมีของดีที่ข้อมูลบทวิเคราะห์นั่นเอง

ลูกค้าสถาบันของบล.ภัทรรายหนึ่ง เปิดเผยว่า กองทุนรวมทุกที่จะใช้บริการโบรกเกอร์ไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องซื้อขายผ่านทั้ง 10 แห่ง ที่ต้องใช้โบรกเกอร์จำนวนมาก เพราะต้องการข้อมูลงานวิจัย ซึ่งแต่ละที่ข้อมูลไม่เหมือนกัน เช่น โบรกเกอร์ A อาจจะเก่งการวิเคราะห์กลุ่มธนาคาร โบรกเกอร์ B เก่งพลังงาน หรือบางครั้งต้องยอมส่งออร์เดอร์ให้โบรกเกอร์ต่างชาติ เพราะต้องการมุมมองต่างชาติ

“โบรกเกอร์แต่ละที่มีดีไม่เหมือนกัน การได้ข้อมูลมากๆ เป็นประโยชน์กับกองทุน เราจึงยอมจ่ายแพง แต่ก็เฉลี่ยต้นทุนด้วยการส่งออร์เดอร์ให้โบรกเกอร์ที่คิดค่าคอมมิชชันต่ำกว่า 0.20% ซึ่งเราเชื่อว่ากองทุนอื่นๆ ก็ต้องเฉลี่ยด้วยวิธีนี้ ซื้อทั้งของแพงและของถูกคละกันไป ให้สมดุลทั้งข้อมูลและราคา”

ลูกค้าสถาบันเสริมอีกว่า สามสิ่งที่กองทุนต้องการคือ ข้อมูลที่หลากหลาย การบริการที่แตกต่าง และต้นทุนการซื้อขายต่ำ ฉะนั้นลูกค้าที่ฉลาดต้องซื้อขายกับโบรกเกอร์ไม่ต่ำกว่า 2 ที่ เพื่อนำข้อมูลที่หลากหลายมาตัดสินใจลงทุน เป็นคำตอบโจทย์ที่ว่าทำไมต้องจ่าย (คอมมิชชัน) แพง

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีคอมมิชชัน ลูกค้าจะเป็นผู้เลือกที่จะใช้บริการของโบรกเกอร์เอง โดยมีเหตุผลการเลือกไม่เหมือนกัน ซึ่งตัวโบรกเกอร์เองต้องตั้งจุดให้แข็งแรงแล้วลูกค้าจะเดินเข้าไปหาเอง

“ที่เราเดินไปหาบล.ภัทร เพราะมีนักวิเคราะห์เกรด A อย่าง ศุภวุฒิ สายเชื้อ หรือเดินไปหาบล.คันทรี่ กรุ๊ป ที่ระบบคำสั่งซื้อขายเร็ว และเข้าไปโบรกเกอร์เล็กที่คิดคอมมิชชันต่ำกว่า 0.15% แต่ตอนนี้ยังไม่เปิดเสรีเต็มตัว โบรกเกอร์ใหญ่ มีการฮั้วคอมมิชชันที่ 0.20% ทำให้โบรกเกอร์เล็กเสียเปรียบ หรือบางแห่งที่คุณภาพงานวิจัยไม่ดี แต่เข้าไปรวมฮั้วด้วย จะสู้โบรกเกอร์ที่งานวิจัยดีกว่าไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็อยู่ไม่ได้ เพราะแน่นอนว่า ถ้าต้องจ่ายคอมมิชชันเท่ากัน ลูกค้าก็ต้องเลือกคุณภาพที่ดีกว่า”

ฉะนั้น เร็วเกินไปที่จะสรุปความแตกต่างของการบริการระหว่างโบรกเกอร์เล็กที่คิดคอมมิชชันต่ำๆ กับโบรกเกอร์ใหญ่ที่คิดแพง ในยุคการเปิดเสรีคอมมิชชัน เพราะนั่นขึ้นอยู่กับสายสัมพันธ์ของโบรกเกอร์ และเป็นบริการที่โบรกเกอร์มีให้กับลูกค้าตามปกติ ตามความเหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆ ที่ลูกค้าสนใจ เพื่อประโยชน์กับตัวลูกค้า โดยไม่เกี่ยวกับโบรกเกอร์พรีเมียม หรือโบรกเกอร์เล็ก

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ยุคข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว ถูกต้อง เชิงลึก ได้เสียกันตรงส่วนนี้ เหมือนอย่างที่นักลงทุนรายใหญ่ได้เปรียบรายย่อยเรื่องข้อมูลนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน